วันพุธที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2564

ศ 21201 ศิลปะเพิ่มเติม เรื่องการเป่าขลุ่ย รีคอร์เดอร์เบื้องต้น

 การเป่าขลุ่ย รีคอร์เดอร์เบื้องต้น

ขลุ่ยรีคอร์เดอร์

รีคอร์เดอร์ (Recorder ) เป็นเครื่องดนตรีสากลประเภทเครื่องเป่าลมไม้ นิยมเล่นมากในศตวรรษที่ 16 และ 17 และได้รับการพัฒนามาเรื่อย ๆ รีคอร์เดอร์มีรูสำหรับใช้นิ้วเปิด –ปิด 8 รู ลำตัวจะเป็นทรงกรวย เดิมทำด้วยไม้ ในยุคหลังมีการใช้วัสดุอื่นมาผลิตแทนไม้ เช่น
พลาสติก หรือเรซิน มีปากเป่าลักษณะเหมือนกับนกหวีด คุณภาพของเสียงของรีคอร์เดอร์ จะนุ่มนวลบางเบา สดใสจัดอยู่ในตระกูล
ขลุ่ยรีอคร์เดอร์ มีทั้งหมด 10 ระดับเสียง แต่มีเพียง 6 ระดับเสียงที่นำมาใช้กันมาก (ดังภาพที่ 2 และ 3) ได้แก่
1. Sopranino มีความยาว 9 นิ้ว เป็นขลุ่ยที่เล็กที่สุด และมีระดับเสียงที่สูงที่สุด
2. Soprano หรือ Descant มีความยาว 12 นิ้ว ใช้ในการเล่นทำนอง
3. Alto บางครั้งเรียกว่า The Treble มีความยาว 18 นิ้วครึ่ง
4. Tenor มีความยาวประมาณ 25 นิ้วครึ่ง
5. Bass มีความยาว 3.6 นิ้ว
6. Contra Bass มีความยาว 49 นิ้ว
และขลุ่ยรีคอร์เดอร์ที่นิยมเป่ากันทั่วไป คือ โซปราโน รีคอร์เดอร์ (Soprano Recorder)
ส่วนขลุ่ยรีคอร์เดอร์ที่ไม่ค่อยนิยมใช้ในการบรรเลง คือ recorder Big Bass และRecorder Sopranino
การจับขลุ่ยรีคอร์เดอร์
เวลาบรรเลงให้ใช้มือซ้ายจับลำตัวขลุ่ยรีคอรเดอร์ส่วนบน โดยนิ้วชี้ นิ้วกลาง นิ้วนาง แทนด้วยตัวเลข 1 2 และ 3 ตามลำดับ นิ้วหัวแม่มือปิดที่รูด้านหลัง ส่วนมือขวาจับลำตัว ส่วนล่างของขลุ่ยรีคอร์เดอร์ โดยจะใช้ 4 นิ้ว คือนิ้วชี้ นิ้วกลาง นิ้วนาง และนิ้วก้อยแทนด้วยตัวเลข 1 2 3 และ 4 ตามลำดับนิ้วหัวแม่มือขวาใช้ประคองขลุ่ยไว้
การเป่าขลุ่ยรีคอร์เดอร์
เม้มริมฝีปากเบา ๆ อมปากขลุ่ยรีคอร์เดอร์เล็กน้อย เป่าลมเข้าเบา ๆ ก็จะเกิดเสียงตามต้องการ เมื่อจะเป่าเสียงสูงต้องเม้มริมฝีปากให้เน้นขึ้นแล้วเป่าลมแรง ส่วนการเป่าเสียงต่ำจะค่อย ๆ ผ่อนริมฝีปากออกแล้วเป่าลมเบา ๆ การเป่าขลุ่ยรีคอร์เดอร์มีวิธีเป่าหลายวิธี เช่น การเป่าโดยใช้ลิ้นเพื่อให้เสียงหนักแน่นและเสียงขาดจากกันเป็นตัว ๆ หรือการเป่าโดยใช้ลมเพื่อให้เลื่อนไหลติดต่อกัน เป็นต้น ผู้ฝึกเป่าขลุ่ยรีคอร์เดอร์ควรฝึกการควบคุมลม ให้ลมที่เป่ามีความสม่ำเสมอโดยการเป่าออกเสียงให้ตำแหน่งลิ้นเหมือนพูดคำว่า ทู “Too” และใช้ลมเป่า พอประมาณ ไม่เป่าด้วยลมที่แรงหรือลมที่เบาเกินไป ซึ่งพอจะสรุปเป็นข้อ ๆ ได้ดังนี้
1. วางตำแหน่งนิ้วให้ถูกต้อง ประคองขลุ่ยให้ทำมุมกับลำตัวเป็นมุม 45 องศา
2.ใช้มือซ้ายวางนิ้วอยู่ส่วนบนของขลุ่ย และมือขวาวางนิ้วอยู่ส่วนล่างของขลุ่ย
3.วางปากขลุ่ยระหว่างริมฝีปากบนและล่าง เม้มริมฝีปากอมปากขลุ่ยเล็กน้อย
4.ขณะที่เป่าโน้ตพยายามปิด “ รู ” ให้สนิท ยกนิ้วขึ้นลงอย่างรวดเร็ว
ตามการเปลี่ยนแปลงของระดับเสียง
5.อย่ากัดปากขลุ่ย ( Mouth piece ) ขณะที่เป่า
6.ควบคุมลมหายใจ อย่าเป่าลมแรงเกินไปเพราะจะทำให้เสียงเพี้ยน (ผิด) จงจำไว้ว่า เสียงที่ถูกต้องจะต้องเกิดจากการเป่า และพยายามสังเกตด้วยว่าเวลาเป่าเสียงต่ำ ควรจะเป่าลมเบา ๆ เสียงสูงควรจะเป่าลมแรง ๆ ตามระดับตัวโน้ต
7.ควรสังเกตในการวางท่าในการเป่า ทั้งยืนและนั่ง ให้สง่างาม หลังตรง เพราะจะช่วยในการควบคุมลมที่เป่าได้ด้วย
8.ควรฝึกเป่าขลุ่ยเป็นประจำอย่างน้อยวันละ 1 – 2 ครั้ง
การดูแลรักษาขลุ่ยรีคอร์เดอร์
หลังจากการเป่าขลุ่ยรีคอร์เดอร์แล้ว ผู้เป่าควรปฏิบัติดังนี้
1.นำขลุ่ยรีคอร์เดอร์ ล้างด้วยน้ำสะอาดหรือน้ำอุ่นที่ผสมสบู่อ่อน ๆ ทุกครั้งหลังการใช้งาน
2.การประกอบหรือถอดขลุ่ยรีคอร์เดอร์ ควรถอดข้อต่อด้วยการค่อย ๆ หมุนออกตามแนวเข็มนาฬิกา ท่อนส่วนหัว(Head Joint) ที่ล้างสะอาดแล้ว ควรเช็ดด้วยผ้านุ่ม ๆ ที่สะอาด
ห้ามใช้การสะบัดให้แห้ง เพราะขลุ่ยรีคอร์เดอร์อาจแยกหลุดออกจากกัน หรือหล่นแตกได้ง่าย
3. การทำความสะอาดส่วนกลาง (Middle Joint) และส่วนท้าย (Foot Joint) โดยวิธีใช้
ผ้านุ่มที่สะอาดเช็ด และการถอดข้อต่อออกจากกัน อาจใช้ไม้หรือแท่งพลาสติกทำความสะอาด โดยสอดผ้าเข้าไปเช็ดข้างในตัวขลุ่ยให้สะอาด
4.เมื่อเห็นว่าแห้งที่แล้ว ควรทาวาสลินที่บริเวณข้อต่อต่าง ๆ เพื่อง่ายต่อการประกอบเข้าด้วยกัน และไม่แน่นเกินไปเมื่อจะถอดออกมาทำความสะอาดในครั้งต่อไป
5.ควรเก็บใส่ซองเก็บ หรือกล่องที่ติดมากับตัวเครื่อง เพื่อความเป็นระเบียบ ฝุ่นไม่เกาะ เล้วนำไปเก็บในตู้ หรือบริเวณที่เก็บเครื่องดนตรีให้เรียบร้อย
ประโยชน์ของการดูแลรักษาขลุ่ยรีคอร์เดอร์
เครื่องดนตรีสะอาดไม่เป็นอันตรายต่อผู้เป่า
เพื่อยืดอายุการใช้งานของเครื่องดนตรี
เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย
การปฏิบัติขุล่ยรีคอร์เดอร์ตอนที่ 1

ขลุ่ยรีคอร์เดอร์ (Recorder) เป็นเครื่องดนตรีสากลจัดอยู่ในประเภทเครื่องเป่าลมไม้ ปัจจุบันนิยมทำด้วยพลาสติกสีขาว ทำให้เกิดเสียงได้โดยการเป่าลมเข้าไปยังปากที่รูของขลุ่ยรีคอร์เดอร์ สามารถหาซื้อได้ตามร้านค้าทั่ว ๆ ไป ราคาไม่แพงมากนัก จะอยู่ประมาณ 25 - 100 บาท แล้วแต่ยี่ห้อและประเภท แต่ที่นิยมใช้กันทั่วไปราคาไม่แพงคือ ยี่ห้อ King

รูปร่างลักษณะของขลุ่ยรีคอร์เดอร์

ลักษณะทั่วไปแบ่งเป็น ส่วน คือ ส่วนหัว ส่วนกลาง และส่วนท้าย ลักษณะทั่วไปด้านหน้ามี 7 รู รูที่ 6 และ 7 แบ่งเป็น 2 รูเล็กๆ ด้านหลังมี 1 รู (ดูรูปภาพประกอบ)



วิธีการดูแลรักษาขลุ่ยรีคอร์เดอร์

การดูแลรักษาและทำความสะอาดขลุ่ยรีคอร์เดอร์ที่ถูกต้อง จะช่วยให้อายุการใช้งานขลุ่ยรีคอร์เดอร์ได้นานขึ้น ผู้เล่นควรดูแลรักษาดังนี้ คือ

1. หลังจากเลิกปฏิบัติแล้วให้ถอดข้อต่อของขลุ่ยรีคอร์เดอร์ออกจากกันเป็น 3 ท่อน (ห้ามสะบัดเพื่อเอาน้ำลายออกเพราะอาจทำให้ส่วนประกอบทั้ง 3 ส่วนหลุดออกจากกันและหล่นแตกได้) จากนั้นให้นำแต่ละส่วนไปล้างด้วยน้ำอุ่นผสมด้วยสบู่อ่อน ๆ หรือล้างด้วยน้ำสะอาด

2. ใช้ผ้านุ่มเช็ดทำความสะอาดส่วนต่าง ๆ ของขลุ่ยรีคอร์เดอร์ อาจใช้ผ้าคลุมไม้สอดเข้าไป ในขลุ่ยรีคอร์เดอร์เพื่อทำความสะอาดขลุ่ยรีคอร์เดอร์

3. เมื่อเช็ดจนแห้งดีแล้ว ควรใช้วาสลินทาตรงบริเวณข้อต่อ เพื่อให้ง่ายต่อการประกอบเข้าและถอดออก

4. ควรเก็บใส่ซองหรือกล่องที่ติดมากับตัวเครื่องให้เป็นระเบียบ และจัดเก็บวางไว้ในบริเวณที่ไม่ตกหล่น

5. ไม่ควรใช้ขลุ่ยรีคอร์เดอร์ร่วมกับผู้อื่น

ตำแหน่งนิ้วและตำแหน่งเสียงของขลุ่ยรีคอร์เดอร์

1. การจับขลุ่ยรีคอร์เดอร์

1.1 มือขวาอยู่ด้านล่าง โดยให้นิ้วก้อยอยู่ตำแหน่งรูปิดหมายเลข 1 นิ้วนางรูปิดหมายเลข 2 นิ้วกลางรูปิดหมายเลข 3 และนิ้วชี้รูปิดหมายเลข 4 ส่วนนิ้วหัวแม่มือให้จับอยู่ด้านล่างเพื่อประคองขลุ่ยรีคอร์เดอร์ไว้ไม่ให้ตกหล่น

1.2 มือซ้ายอยู่ด้านบนของขลุ่ยรีคอร์เดอร์ด้านปากเป่า โดยให้นิ้วนาง นิ้วกลาง นิ้วชี้และนิ้วหัวแม่มือปิดที่รูปิดหมายเลข 5, 6, 7 และ 8 ตามลำดับ (ดูภาพประกอบ)






การเปิดปิดนิ้ว สีดำปิดนิ้ว สีขาวเปิดนิ้ว




คลิปการฝึกปฎิบัติขลุ่ยรีคอร์เดอร์ ขั้นเบื้องต้น 

(ครูผู้บรรยาย ครูเพลิน   ประธรรมสาร)




 คลิปการฝึกเป่าเพลง Twingel littel star


                                       https://www.youtube.com/watch?v=ySyPR4A4UlE







นาฎศิลป์ไทยประเภทต่างๆ ม.๑



ประเภทของการแสดงนาฏศิลป์

ประเภทของการแสดงนาฏศิลป์ไทย แบ่งออกตามลักษณะของรูปแบบการแสดง เป็นประเภทใหญ่ ๆ ได้   ๔  ประเภท คือ  โขน  ละคร  รำ  ระบำ  และนาฏศิลป์พื้นเมือง  ดังนี้




            ๑. โขน  หมายถึง  เป็นการแสดงนาฏศิลป์ชั้นสูงของไทยที่มีเอกลักษณ์คือ ผู้แสดงจะต้องสวมหัวที่เรียกว่าโขน และใช้ลีลาท่าทางการแสดงด้วยการเต้นไปตามบทพากย์ การเจรจาของผู้พากย์และตามทำนองเพลงหน้าพาทย์ด้วยวงปี่พาทย์ เรื่องที่นิยมนำมาแสดง คือ พระราชนิพนธ์บทละครเรื่องรามเกียรติ์ แต่งกายเลียนแบบเครื่องทรงของพระมหากษัตริย์ที่เป็นเครื่องต้น เรียกว่า การแต่งกายแบบ “ยืนเครื่อง” มีจารีตขั้นตอนการแสดงที่เป็นแบบแผน นิยมจัดแสดงเฉพาะงานพิธีสำคัญ ได้แก่ งานพระราชพิธีต่าง ๆ


        


    ๒. ละคร  หมายถึง  เป็นศิลปะการร่ายรำที่เล่นเป็นเรื่องราว มีพัฒนาการมาจากการเล่านิทาน ละครมีเอกลักษณ์ในการแสดงและการดำเนินเรื่องด้วยกระบวนลีลาท่าทาง เข้าบทร้อง ทำนองเพลงและเพลงหน้าพาทย์ที่บรรเลงด้วยวงปี่พาทย์มีแบบแผนการเล่นที่เป็นทั้งของชาวบ้านและของหลวงที่เรียกว่า ละครโนราชาตรี ละครนอกและละครใน เรื่องที่นิยมนำมาแสดงคือ พระสุธน สังข์ทอง คาวี อิเหนา   อุณรุท นอกจากนี้ยังมีละครที่ปรับปรุงขึ้นใหม่อีกหลายชนิด การแต่งกายของละครจะเลียนแบบเครื่องทรงของพระมหากษัตริย์ เรียกว่า การแต่งกายแบบยืนเครื่อง นิยมเล่นในพิธีสำคัญและงานพระราชพิธีของพระมหากษัตริย์



            ๓. รำและระบำ  หมายถึง   เป็นศิลปะแห่งการร่ายรำประกอบเพลงดนตรีและบทขับร้อง โดย ไม่เล่นเป็นเรื่องราว ในที่นี้หมายถึงรำและระบำที่มีลักษณะเป็นการแสดงแบบมาตรฐาน ซึ่งมีความหมายที่จะอธิบายได้พอสังเขปดังนี้

                  ๓.๑  รำ  หมายถึง    ศิลปะแห่งการร่ายรำที่มีผู้แสดงตั้งแต่ ๑-๒ คน  เช่นการรำเดี่ยว การรำคู่ การรำอาวุธ เป็นต้น มีลักษณะการแต่งกายตามรูปแบบของการแสดง ไม่เล่นเป็นเรื่องราว อาจมีบท    ขับร้องประกอบการรำเข้าทำนองเพลงดนตรี มีกระบวนท่ารำ โดยเฉพาะการรำคู่จะต่างกับระบำ เนื่องจากท่ารำจะมีความเชื่อมโยงสอดคล้องต่อเนื่องกัน และเป็นบทเฉพาะสำหรับผู้แสดงนั้น ๆ  เช่น  รำเพลงช้า – เพลงเร็ว  รำแม่บท  รำเมขลา – รามสูร  เป็นต้น

                  ๓.๒  ระบำ  หมายถึง  ศิลปะแห่งการร่ายรำที่มีผู้แสดงตั้งแต่ ๒ คนขึ้นไป มีลักษณะการแต่งกายคล้ายคลึงกัน กระบวนท่าร่ายรำคล้ายคลึงกัน ไม่เล่นเป็นเรื่องราว อาจมีบทขับร้องประกอบการรำเข้าทำนองเพลงดนตรี ซึ่งระบำแบบมาตรฐานมักบรรเลงด้วยวงปี่พาทย์ การแต่งกายนิยมแต่งกายยืนเครื่องพระ – นางหรือแต่งแบบนางในราชสำนัก เช่น ระบำสี่บท ระบำกฤดาภินิหาร ระบำฉิ่ง



            ๔. การแสดงพื้นเมือง  หมายถึง  เป็นศิลปะแห่งการร่ายรำที่มีทั้งรำ  ระบำ หรือการละเล่นที่เป็นเอกลักษณ์ของกลุ่มชนตามวัฒนธรรมในแต่ละภูมิภาค ในเริ่มแรกนั้นเข้าใจว่าคงปรากฏในรูปแบบ  การละเล่น หมายถึง  การเล่นดนตรี การเล่นเพลง  การเล่นรำ ส่วนการเล่นที่ต้องร่วมกันตั้งแต่ ๒ คนขึ้นไป เรียกว่า มหรสพหรือศิลปะการแสดงพื้นเมือง ซึ่งหมายถึง สิ่งที่อยู่ในท้องถิ่นนั้น ๆ 

            ต่อมามีวิวัฒนาการเป็นการละเล่นพื้นเมือง หมายถึง การแสดงใด ๆ อันเป็นประเพณีนิยมในท้องถิ่นและเล่นกันใน ระหว่างประชาชน เพื่อความสนุกสนานรื่นเริงตามฤดูกาล การแสดงต้องเป็นไปอย่างมีวัฒนธรรม มีความเรียบร้อย ใช้ถ้อยคำสุภาพ แต่งกายสุภาพถูกต้องตามความนิยมและวัฒนธรรม เหมาะสมกับสภาพท้องถิ่น สถานที่ก็ต้องจัดให้เหมาะสมกับโอกาสที่จะแสดง ซึ่งการละเล่นพื้นเมือง จะไม่เป็นอาชีพหรือเพื่อหารายได้ จะมีดนตรีหรือการขับร้อง หรือการฟ้อนรำประกอบก็ได้  การละเล่นพื้นเมือง   แบ่งเป็น ๒ ประเภท  คือ  เพลงพื้นเมือง  และการแสดงพื้นเมือง  ดังนี้

                  ๔.๑  เพลงพื้นเมือง  หมายถึง  เพลงที่ชาวบ้านในท้องถิ่นนั้น ๆ ประดิษฐ์แบบแผนการร้องเพลง ไปตามความนิยม และสำเนียงภาษาพูดในท้องถิ่นของตน นิยมร้องเล่นกันในเทศกาลหรืองานที่มีการชุมนุมรื่นเริง   เช่น   ตรุษสงกรานต์   ขึ้นปีใหม่   ทอดกฐิน   ทอดผ้าป่า   และในการลงแขกเกี่ยวข้าว นวดข้าว เป็นการเล่นที่สืบต่อกันมาเนื้อความของเพลงพื้นเมืองที่นิยมร้องกัน มักจะเป็นการเกี้ยวพาราสีระหว่างชายหญิง ปะทะคารมกัน ในด้านสำนวนโวหาร สิ่งสำคัญของการร้องคือ การด้นกลอนสด ร้องแก้กันด้วยปฏิภาณไหวพริบ ทำให้เกิดความสนุกสนานทั้งสองฝ่าย

                   ๔.๒  การแสดงพื้นเมือง  หมายถึง การละเล่นที่มีการแสดงการร่ายรำ  มีเพลงดนตรีประกอบ   ที่ได้วางเป็นแบบแผน และนิยมเล่นหรือถ่ายทอดสืบต่อกันมาจนแพร่หลายการแสดงพื้นเมือง อาจเกิดจากการบูชาบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์   เช่น   ขอให้สิ่งที่ตนนับถือประทานสิ่งที่ตนปรารถนา หรือขจัดปัดเป่าสิ่งที่ไม่ปรารถนา  นอกจากนี้ ก็เป็นการแสดงเพื่อความบันเทิงรื่นเริง  การแสดงพื้นเมืองสามารถแบ่งออกเป็นภูมิภาคได้  ๔ ภาค  ดังนี้

                           ๔.๒.๑  การแสดงพื้นเมืองภาคเหนือ

                           ๔.๒.๒  การแสดงพื้นเมืองภาคกลาง

                           ๔.๒.๓  การแสดงพื้นเมืองภาคอีสาน

                           ๔.๒.๔  การแสดงพื้นเมืองภาคใต้


วันอังคารที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2564

ประวัตินาฏศิลป์ไทย ม.๑

 

แบบทดสอบก่อนเรียน

https://docs.google.com/forms/d/1cm4QA_7MT-zkuQCKUp1pDBypIt6D8FswYOT697TNdpw/edit


         นาฏศิลป์ไทย  เกิดมาจากกิริยาท่าทางซึ่งแสดงออกในทางอารมณ์ของมนุษย์ปุถุชน อากัปกิริยาต่าง ๆ เหล่านี้เป็นมูลเหตุให้ปรมาจารย์ทางศิลปะนำมาปรับปรุงบัญญัติสัดส่วนและกำหนดวิธีการขึ้น จนกลายเป็นท่าฟ้อนรำ โดยวางแบบแผนลีลาท่ารำของมือ เท้า ให้งดงาม รู้จักวิธีเยื้อง ยัก และกล่อมตัว ให้สอดคล้องสัมพันธ์กันจนเกิดเป็นท่ารำขึ้น และมีวิวัฒนาการปรับปรุงมาตามลำดับ จนดูประณีตงดงาม อ่อนช้อยวิจิตรพิสดาร จนถึงขั้นเป็นศิลปะได้

      นอกจากนี้ นาฏศิลป์ไทย ยังได้รับอิทธิพลแบบแผนตามแนวคิดจากต่างชาติเข้ามาผสมผสานด้วย เช่น วัฒนธรรมอินเดียเกี่ยวกับวัฒนธรรมที่เป็นเรื่องของเทพเจ้า และตำนานการฟ้อนรำ โดยผ่านเข้าสู่ประเทศไทย ทั้งทางตรงและทางอ้อม คือ ผ่านชนชาติชวาและเขมร ก่อนที่จะนำมาปรับปรุงให้เป็นรูปแบบตามเอกลักษณ์ของไทย เช่น ตัวอย่างของเทวรูปศิวะปางนาฏราช ที่สร้างเป็นท่าการร่ายรำของ พระอิศวร ซึ่งมีทั้งหมด 108 ท่า หรือ 108 กรณะ โดยทรงฟ้อนรำครั้งแรกในโลก ณ ตำบลจิทรัมพรัม เมืองมัทราส อินเดียใต้

      ปัจจุบันอยู่ในรัฐทมิฬนาดู นับเป็นคัมภีร์สำหรับการฟ้อนรำ แต่งโดยพระภรตมุนี เรียกว่า คัมภีร์ภรตนาฏยศาสตร์ ถือเป็นอิทธิพลสำคัญต่อแบบแผนการสืบสาน และการถ่ายทอดนาฏศิลป์ของไทยจนเกิดขึ้นเป็นเอกลักษณ์ของตนเองที่มีรูปแบบ แบบแผนการเรียน การฝึกหัด จารีต ขนบธรรมเนียม มาจนถึงปัจจุบัน   อย่างไรก็ตาม บรรดาผู้เชี่ยวชาญที่ศึกษาทางด้านนาฏศิลป์ไทยได้สันนิษฐานว่า อารยธรรมทางศิลปะด้านนาฎศิลป์ของอินเดียนี้ได้เผยแพร่เข้ามาสู่ประเทศไทยตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตามประวัติการสร้างเทวาลัยศิวะนาฎราชที่สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 1800 ซึ่งเป็นระยะที่ไทยเริ่มก่อตั้งกรุงสุโขทัย ดังนั้นท่ารำไทยที่ดัดแปลงมาจากอินเดียในครั้งแรกจึงเป็นความคิดของนักปราชญ์ในสมัยกรุงศรีอยุธยา และมีการแก้ไข ปรับปรุงหรือประดิษฐ์ขึ้นใหม่ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ จนนำมาสู่การประดิษฐ์ขึ้นใหม่ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์จนนำมาสู่การประดิษฐ์ท่าทางการร่ายรำและละครไทยมาจนถึงปัจจุบัน

นาฏศิลป์ไทยมีกำเนิดมาจาก
๑. การเลียนแบบธรรมชาติ แบ่งเป็น ๓ ขึ้น คือ ขั้นต้น เกิดแต่วิสัยสัตว์ เมื่อเวทนาเสวยอารมณ์ ไม่ว่าจะเป็นสุขเวทนาหรือทุกขเวทนาก็ตาม ถ้าอารมณ์แรงกล้าไม่กลั้นไว้ได้ ก็แสดงออกมาให้เห็นปรากฏ เช่น เด็กทารกเมื่อพอใจ ก็หัวเราะตบมือ กระโดดโลดเต้น เมื่อไม่พอใจก็ร้องไห้ ดิ้นรน ขั้นต่อมา เมื่อคนรู้ความหมายของกิริยาท่าทางมากขึ้น ก็ใช้กิริยาเหล่านั้นเป็นภาษาสื่อความหมาย ให้ผู้อื่นรู้ความรู้สึกและความประสงค์ เช่น ต้องการแสดงความเสน่หาก็ยิ้มแย้ม กรุ้มกริ่มชม้อยชม้ายชายตา หรือโกรธเคืองก็ทำหน้าตาถมึงทึง กระทืบ กระแทก ต่อมาอีกขั้นหนึ่ง มีผู้ฉลาดเลือกเอากิริยาท่าทาง ซึ่งแสดงอารมณ์ต่างๆ นั้นมาเรียบเรียงสอดคล้อง ติดต่อกันเป็นขบวนฟ้อนรำให้เห็นงาม จนเป็นที่ต้องตาติดใจคน
๒. การเซ่นสรวงบูชา มนุษย์แต่โบราณมามีความเชื่อถือในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จึงมีการบูชา เซ่นสรวง เพื่อขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประทานพรให้ตนสมปรารถนา หรือขอให้ขจัดปัดเป่าสิ่งที่ตนไม่ปรารถนาให้สิ้นไป การบูชาเซ่นสรวง มักถวายสิ่งที่ตนเห็นว่าดีหรือที่ตนพอใจ เช่น ข้าวปลาอาหาร ขนมหวาน ผลไม้ ดอกไม้ จนถึง การขับร้อง ฟ้อนรำ เพื่อให้สิ่งที่ตนเคารพบูชานั้นพอใจ ต่อมามีการฟ้อนรำบำเรอกษัตริย์ด้วย ถือว่าเป็นสมมุติเทพที่ช่วยบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้ มีการฟ้อนรำรับขวัญขุนศึกนักรบผู้กล้าหาญ ที่มีชัยในการสงครามปราบข้าศึกศัตรู ต่อมาการฟ้อนรำก็คลายความศักดิ์สิทธิ์ลงมา กลายเป็นการฟ้อนรำเพื่อความบันเทิงของคนทั่วไป

๓. การรับอารยธรรมของอินเดีย เมื่อไทยมาอยู่ในสุวรรณภูมิใหม่ๆ นั้น มีชนชาติมอญ และชาติขอมเจริญรุ่งเรืองอยู่ก่อนแล้ว ชาติทั้งสองนั้นได้รับอารยธรรมของอินเดียไว้มากมายเป็นเวลานาน เมื่อไทยมาอยู่ในระหว่างชนชาติทั้งสองนี้ ก็มีการติดต่อกันอย่างใกล้ชิด ไทยจึงพลอยได้รับอารยธรรมอินเดียไว้หลายด้าน เช่น ภาษา ประเพณี ตลอดจนศิลปะการละคร ได้แก่ ระบำ ละคร

 นาฎศิลป์ของไทย แบ่งออกตามลักษณะของรูปแบบการแสดงเป็นประเภทใหญ่ ๆ ๔ ประเภท คือ

1.โขน

2.ละคร

3.รำและระบำ

4.การแสดงพื้นบ้าน


วันอาทิตย์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2564

การละครไทย ตอนที่ 1

 ประเภทของละครไทย

ละคร     หมายถึง  การแสดงประเภทหนึ่งซึ่งแสดงเรื่องราวความเป็นไปของชีวิตที่ปรากฏในวรรณกรรมมีศิลปะการ
แสดงและดนตรีเป็นสื่อสำคัญ

                ละคร  ตามความหมายนี้หมายถึงละครรำ เพราะว่าเป็นการแสดงออกทางความคิดโดยมุ่งเน้นถึงลักษณะท่าทางอิริยาบถในขณะเคลื่อนไหวตัวในระหว่างการรำ 

          ละครไทยสามารถแบ่งออกได้เป็น  4  ประเภท ดังนี้

1. ละครรำ คือละครที่ใช้ศิลปะการร่ายรำในการดำเนินเรื่อง  แบ่งได้เป็น 2 ประเภท

                1.1  ละครรำแบบมาตรฐานดั้งเดิม มี 3 ชนิด คือ

                                -  ละครชาตรี

                                -  ละครนอก

                                -  ละครใน

                1.2  ละครที่ปรับปรุงขึ้นใหม่ มี 3 ชนิด คือ

                                -  ละครดึกดำบรรพ์

                                -  ละครพันทาง

                                -  ละครเสภา

2. ละครร้อง  คือละครที่ใช้ศิลปะการร้องดำเนินเรื่อง เป็นละครแบบใหม่ที่ได้รับอิทธิพลมาจากตะวันตก  แบ่งได้เป็น  2  ประเภท คือ

          2.1  ละครร้องล้วน ๆ

                2.2  ละครร้องสลับพูด

3. ละครพูด  คือละครที่ใช้ศิลปะการพูดในการดำเนินเรื่อง  เป็นละครแบบใหม่ที่ได้รับอิทธิพลจากตะวันตก  แบ่งได้เป็น 2  ประเภท คือ

                3.1  ละครพูดล้วน ๆ

                3.2  ละครพูดสลับรำ

4. ละครสังคีต  เป็นละครที่ใช้ศิลปะการพูดและการร้องดำเนินเรื่องเสมอกัน

 

                นอกจากนั้นยังมีการแสดงที่เกิดขึ้นใหม่ในสมัย รัชกาลที่ 5 อีก 2 อย่างคือ ลิเก และหุ่น ( หุ่นเล็ก , หุ่นกระบอก , หุ่นละครเล็ก)
ละครชาตรี 


ละครนอก

ละครใน  

ละครเสภา

ละครพันทาง
ละครดึกดำบรรพ์ เรื่องกินรี


https://www.youtube.com/watch?v=79Rssz3TAzM  ละครชาตรี






https://www.youtube.com/watch?v=N8lclbqL1Lo  ละครดึกดำบรรพ์




https://www.youtube.com/watch?v=g7IargeEmTY   ละครพันทาง
 



วิวัฒนาการโขน ( ม.4)




https://www.youtube.com/watch?v=MQhLZfjHBag  วิวัฒนาการโขน




https://www.youtube.com/watch?v=NyYD9OsPGis 


https://www.youtube.com/watch?v=a0v05-5GJcA  สารคดีเอกลักษณ์ไทย โขนตอน 1


https://www.youtube.com/watch?v=DJth0u4743c  สารคดีเอกลักษณ์ไทย โขนตอน2


https://www.youtube.com/watch?v=RAMn18-e7UY  สารคดีเอกลักษณ์ไทย โขนตอน3


https://www.youtube.com/watch?v=6YQGablctxA   สารคดีเอกลักษณ์ไทย โขนตอน4


https://www.youtube.com/watch?v=f3iPz7Z1q20  โขนพระราชทาน ตอนพิเภกสวามิภักดิ์



https://sites.google.com/site/khon5752/taw-lakhr-fay-theph/taw-lakhr-phra  เว็บไซท์เกี่ยวรายละเอียดโขนสำหรับนักเรียนที่สนใจเรียนรู้ลึกซึ้ง










 

หนังประโมทัย มหรสพอีสาน

http://www.esanpedia.oar.ubu.ac.th/esaninfo/?p=5315 

มหรสพไทย

https://www.youtube.com/watch?v=Dy2yZdKrWXE   หนังใหญ่

https://www.youtube.com/watch?v=t8HRat3uSas โขน

https://www.youtube.com/watch?v=mxfI1NeBHwM  หุ่นกระบอก

https://www.youtube.com/watch?v=nDV-tPQCzi8  หุ่นกระบอก

https://www.youtube.com/watch?v=ANFHldYihpk  หุ่นละครเล็ก โจหลุยส์

https://www.youtube.com/watch?v=80bmfjjZZSs  หุ่นหลวง

https://www.youtube.com/watch?v=Xoi1Q1J0e6E  หุ่นวังหน้า

https://www.youtube.com/watch?v=oFwUrnjceMY  ศิลปะจากหุ่นวังหน้า


การละเล่นหลวง




โมงครุ่ม (มงครุ่ม)

เป็นการละเล่นมาแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา การแต่งตัวของผู้เล่นเหมือนกับระเบ็ง มือถือไม้กำพด คือ กระบองสั้น แต่มีด้ามยาว มีกลองประกอบการเล่น กลองใหญ่เหมือนกลองทัด หน้ากว้างประมาณ ๕๕ เซนติเมตร ผู้เล่นแบ่งออกเป็นกลุ่ม จะมีกี่กลุ่มก็ได้ กลุ่มละ ๔ คน กลุ่มหนึ่งมีกลองโมงครุ่ม ๑ ใบ อยู่ตรงกลางด้านหน้ามีผู้เล่น ๑ คน มายืนตรงหน้าคอยตีโหม่ง บอกท่าทาง ให้ผู้เล่นทำตามเมื่อผู้ตีโหม่งให้สัญญาณ ผู้เล่นเข้าประจำที่แล้ว คนตีโหม่งจะร้อง "อีหลัดถัดทา" และตีโหม่ง ๒ ที แล้วบอกท่าต่างๆ ผู้เล่นจะยักเอว ซ้ายที ขวาที จะร้อง "ถัดถัดท่า ถัดท่าท่าถัด" จนกว่าคนตีโหม่งจะให้สัญญาณเปลี่ยนท่า ผู้ตีโหม่ง จะรัวสัญญาณ ให้ผู้เล่นหยุดยืนอยู่กับที่ ด้วยวิธีร้องบอกว่า "โมงครุ่ม" ตีโหม่ง ๒ ที (มงๆ) ผู้เล่นจะใช้ไม้กำพดตีหนังกลอง ซ้ายที ขวาที (ดังครุ่มๆ) ผู้ตีโหม่งจะรัวสัญญาณให้ผู้เล่นหยุด แล้วบอกท่าใหม่ ท่าที่เล่นมีมากมายหลายท่า เช่น ท่าบัวตูม ท่าบัวบาน ท่าลมพัด ท่ามังกรฟาดหาง พระจันทร์ทรงกลด เมขลาล่อแก้ว รามสูรขว้างขวาน ฯลฯ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนริศรานุวัตติวงศ์ ทรงพระนิพนธ์ท่ารำโบราณไว้ในสาส์นสมเด็จ การเล่นแบบนี้บางท่านเรียก "อีหลัดถัดทา" ที่เรียกว่าโมงครุ่ม สันนิษฐานว่า คงจะเรียกชื่อตามเสียงโหม่ง และเสียงกลองที่ดัง

โมงครุ่ม

 โมงครุ่ม
 ท่าบัวบาน
ท่าบัวตูม



https://www.youtube.com/watch?v=kiZVoHNYkJg  โมงครุ่มในงานสมโภช 150 ปี วัดราชบพิตฯ

https://youtu.be/nkbRAOQmC4g   โมงครุ่ม


    

      ระเบ็ง เป็นการละเล่นในชุดพระราชพิธีที่แปลกกว่าอย่างอื่น คือ แสดงเป็นเรื่องมาจากเทพนิยาย เนื้อร้องกล่าวถึง เทวดามาบอกให้บรรดากษัตริย์ร้อยเอ็ดเจ็ดพระนครไปเขาไกรลาส ระหว่างเดินทางก็เดินชมนกชมไม้ไป จนพบพระกาลมาขวางทางไว้ กษัตริย์เหล่านั้นไม่รู้จัก ก็ไล่ให้หลีกทางไป เงื้อธนูจะยิง พระกาลกริ้วมาก จึงสาปให้สลบ แล้วพระกาลเกิดสงสาร จึงถอนคำสาบให้ฟื้นดังเดิม แล้วขอร้องให้กลับเมืองดังเดิม กษัตริย์ก็เชื่อฟังกลับเมือง

การแต่งกาย ผู้เล่นเป็นกษัตริย์น้อยใหญ่ แต่งกายเหมือนกันทุกคน นุ่งสนับเพลา นุ่งผ้าเกี้ยว สวมเสื้อคอตั้งแขนยาว ปล่อยชายไว้นอกผ้านุ่ง มีผ้าคาดพุง ศีรษะสวมเทริด มือถือธนูผู้เล่นเป็นพระกาลแต่งกายได้ ๒ แบบ คือ เครื่องแต่งตัวเหมือนผู้เล่นเป็นกษัตริย์น้อยใหญ่ สวมเสื้อครุยทับ ศีรษะสวมลอมพอก (ชฎาเทวดาตลก สีขาว ยอดแหลมสูง) หรือแต่งตัวยืนเครื่อง ทรงเครื่องเหมือนกษัตริย์ในละครรำ แต่ไม่สวมเสื้อ  
การเล่นในสมัยก่อนใช้ฆ้อง ๓ ใบเถาเรียกว่า "ฆ้องระเบง" ตีรับท้ายคำร้องทุกๆ วรรค โดยตีลูกเสียงสูงมาหาต่ำ จากต่ำมาหาสูง ปรากฏในพระราชนิพนธ์โคลงดั้นเรื่อง "โสกันต์" ต่อมาใช้ปี่พาทย์บรรเลง เริ่มต้นจะบรรเลงเพลง "แทงวิสัย" ซึ่งเป็นจังหวะที่เหมาะกับการเต้นของผู้เล่นเป็นกษัตริย์น้อยใหญ่ ซึ่งจะมีจำนวนเท่าไรก็ได้ ให้พอกับเวที หรือสนามที่เล่น เมื่อเต้นไปสุดเวที ผู้เล่นที่อยู่หัวแถวจะร้องต้นบทว่า "โอละพ่อถวายบังคม" ผู้เล่นทั้งหมดจะร้องรับพร้อมๆ กันว่า "โอละพ่อถวายบังคม" ผู้เล่นทำท่าถวายบังคมไปด้วย เป็นการรำถวายบังคมพระเจ้าแผ่นดิน ต่อจากรำถวายบังคมแล้ว ผู้เล่นจะแปรแถวอย่างเป็นระเบียบ แล้วผู้เล่นก็ร้องบทต่อไป ลุกขึ้นเต้น ปากก็ร้องบทไปเรื่อยๆ เมื่อยกขาขวา จะทำท่าเอาลูกธนูตีลงไปบนคันธนู วางขาขวายกขาซ้าย เหยียดมือขวาออกไปข้างตัวจนสุดแขน เป็นท่าง้างธนู จนกระทั่งมาพบพระกาล

ตัวอย่างบทถวายบังคมตอนหนึ่งมีว่า
โอละพ่อขอถวายบังคม
โอละพ่อประนมกรทั้งปวง
โอละพ่อบัวตูมทั้งปวง
โอละพ่อบัวบานทั้งปวง ฯลฯ
มีบทเดินดง ชมนก ชมไม้ บทปะทะ พบพระกาล บทพระกาลสาป และบทคืนเมือง








                        https://www.youtube.com/watch?v=vozvVSLy1QE   ระเบ็ง



กุลาตีไม้

ในสมัยโบราณคงจะเล่นคู่กันกับ "โมงครุ่ม" เพราะการแต่งตัวเหมือนกัน ถือไม้กำพดเหมือนกัน ปัจจุบันแยกออกเป็นการละเล่น ๒ ชนิด คือ กุลาตีไม้ไม่มีดนตรีประกอบ ผู้เล่นจะแบ่งเป็นกลุ่มกี่กลุ่มก็ได้ ตามความเหมาะสมกับสถานที่ กลุ่มหนึ่งต้องมีจำนวนคู่ นั่งคุกเข่าหันหน้าเข้าหากัน ล้อมเป็นวงกลม วางไม้กำพตพาดทับกันไว้ตรงด้านหน้า เริ่มเล่นด้วยการร้อง แล้วตบมือให้เข้ากับจังหวะ แล้วจะหยิบไม้กำพตตีเป็นจังหวะ แล้วหันไปตีกับคนซ้ายและขวา แล้วลุกขึ้นยืนตีกันเป็นคู่ๆ ท่าที่ขยับย่าง และใช้ไม้กำพตตีกันจะเป็นไปตามจังหวะเพลงที่ร้อง ทำซ้ำๆ เรื่อยๆ ไปตอนจะเลิก ผู้เล่นตีกันเป็นคู่ๆ ออกไปจากสถานที่เล่น

บทร้องประกอบมีว่า

ศักดานุภาพล้ำ   แดนไตร
สิทธิครูมอบให้   จึงแจ้ง
ฤทธาเชี่ยวชาญชัย   เหตุใคร นาพ่อ
พระเดชพระคุณปกเกล้า   ไพร่ฟ้าอยู่เย็น

                                                                     กุลาตีไม้


                            https://www.youtube.com/watch?v=hM7yPjwbYbQ  กุลาตีไม้








แทงวิไสย

เป็นการละเล่นที่ใช้เวลาไม่นานนักเพียงชั่วแห่ขบวนโสกันต์ ผู้เล่นแต่งตัวสวมเสื้อผ้ารุ่มร่าม ผัดหน้าติดหนวดเครา คล้ายตัวเสี้ยวกาง ของจีน ศีรษะสวมเทริด มือถือหอกหรือทวน ผู้เล่นจะใช้ปลายอาวุธแตะกันข้างบนบ้าง ข้างล่างบ้าง เต้นเวียนไปเวียนมา ซ้ายที ขวาที ตามทำนอง และจังหวะของปี่พาทย์ที่บรรเลงประกอบ เพลงนี้บางท่านว่า ชื่อเพลง "แทงวิไสย"

                              https://www.youtube.com/watch?v=xqR3lD6JeL0  แทงวิไสย


กระอั้วแทงควาย


กระอั้วแทงควาย (บ้างเรียก กระตั้วแทงควาย)

        กระอั้วแทงควายเป็นการเล่นของทวายหรือของพม่า มอญ มีผู้เล่น ๔ คน คำว่า "กระอั้ว" ไม่ใช่ภาษาไทย เป็นภาษาทวาย เป็นชื่อสามีของนาง "กะแอ"
        ผู้เล่นชุดนี้มี ๔ คน คือ ตากระอั้ว นางกะแอ และความซึ่งใช้ผู้เล่น ๒ คน อยู่ในชุดควาย คือ เป็นตอนหัวควาย ๑ คน และตอนท้ายอีก ๑ คน  ผู้เล่นเป็นกระอั้วใส่เสื้อกะเหรี่ยงยาวชายเสื้อคลุมถึงน่อง หัวใส่ลองเป็นเกล้าผมสูงถือหอกใหญ่ ใบกว้าง ทำด้วยกระดาษ ผู้ที่เล่นเป็นนางกะแอ แต่งตัวเป็นผู้หญิง ผัดหน้าขาวแต้มไฝเม็ดใหญ่ หัวสวมผมปีก นุ่งผ้าถุงใส่เสื้อเอวลอย ห่มผ้าแบสีแดงห้อยบ่า กระเดียดกระทาย ถือร่มในขณะเล่นใช้ร่มคอยค้ำควายไว้เพื่อป้องกันตัว
        การดำเนินการแสดงไม่มีอะไรแสดงว่ายุ่งยากมาหนัก เพราะเป็นการเล่นสนุกๆ ให้เกิดความขบขันมากกว่าอย่างอื่น เป็นการแสดงการล่าควาย ในระหว่างที่แสดงก็ทำท่าขบขันต่าง ๆ เช่น การหลอกล่อ หลบหนีการไล่ติดตามระหว่างควายและตากระอั้ว ประกอบกับการทำท่าทางตกอกตกใจของนางกะแอจนผ้าห่มหลุดลุ่ย เป็นที่สนุกขบขันเฮฮา และท่าทางดีใจของสองผัวเมียเมื่อควายได้สำเร็จ เป็นต้น

          

                   https://www.youtube.com/watch?v=AjTNtXiJeQM กระอั้วแทงควาย


                                                                       ปะเลง

ปะเลง

  เป็นการละเล่นของหลวงที่เก่าแก่มาก โดยเฉพาะใช้เป็นรำเบิกโรงผู้แสดงแต่งตัวเป็นเทวดาสวมหน้าศีรษะโล้น (ไม่มียอดแหลม) สองมือถือหางนกยูง มาร่ายรำตามขบวนเพลงต่างๆ รำประเลงนี้ก็เป็นวิธีหนึ่งที่เรียกว่าปัดรังควานขับไล่สิ่งอปมงคลให้หายไป นำสิริมงคลมาสู่โรงและผู้แสดง

https://www.youtube.com/watch?v=To9I7xNx7b0 ปะเลง

 แบบทดสอบเก็บคะแนนหลังเรียน

https://docs.google.com/forms/d/1bVBXdnzDbV3zMu6JufmCyQoMA6my44hwG9qpV_DdeK4/edit