วันอังคารที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2568

ศัพท์ทางทัศนศิลป์

  



ศัพท์ทางทัศนศิลป์
         

      การเรียนเกี่ยวกับศัพท์ทางทัศนศิลป์นั้น ก็เพื่อผู้เรียนได้เข้าใจเนื้อหาและจุดประสงค์ของผลงานทางทัศนศิลป์ ทำให้ทราบซึ้งและเข้าใจถึงศิลปะได้มากขึ้นรวมทั้งสามารถมำความรู้ในส่วนนี้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในการศึกษาต่อทางด้านศิลปะ ซึ่งในหน่วยการเรียนรู้ได้เลือสรรค์มาพอประมาณและคำศัพท์ที่นักเรียยนควรรู้

    การแกะสลัก (Carving) เป็นวิธีการสร้างงานประติมากรรมโดยวัสดุ เช่น ไม้ หิน งาช้าง ฯลฯ มาตัด ขุด แกะหรือสกัดให้ป็นรูปที่ต้องการ เช่น พระพุทธรูป หน้าบัน ประตู โขน เรือพระราชพิธี ฯลฯ

    กลวิธีพิมพ์ผ้าไหม (Silk Screen) เป็นกรรมวิธีพิมพ์ภาพอย่างหนึ่งที่พัฒนาจากการพิมพ์ลายฉลุ โดยใช้ผ้าไหมเป็นแม่พิมพ์

    การหล่อ (Casting) เป็นการถ่ายภาพแบบจากงานประติมากรรมต้นแบบ ด้วยการทำแบบพิมพ์ขึ้นมาก่อน แล้วใช้กลวิธีการหล่อ เพื่อให้วัสดุไหลลงไปในแม่พิมพ์ก่อให้เกิดรูปทรงและรายละเอียดตามต้องการ

    เครื่องปั้นดินเผา (Ceramic) เป็นวัตถุประดิษฐ์เพื่อประโยชน์ใช้สอยหรือผลงานศิลปะที่สร้างขึ้นมาจากดิน หิน แร่ธาตุต่างๆให้ป็นรูปทรงตามต้องการแล้วผ่านกรรมวิธีการเผาเพื่อให้เกิดความแข็งแกร่ง อาจใช้น้ำยาเคลือบก่อนที่จะนำเข้าเตาเผาเคลือบอีกครั้ง

    ค่าของแสงและเงา (Chiaroscuro) เป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้ผลงานวาดเส้น จิรกรรม ประติมากรรม และสถาปัตยกรรมประสบผลสำเร็จงดงามด้วยการลงค่าน้ำหนักความอ่อนแก่ของแสง-เงาถูกต้องตามธรรมชาติ

    จิตรกรรม (Painting) คภาพเขียนที่ศิลปินสร้างสรรค์ขึ้นด้วนประสบการณ์ ศัพท์น่ารู้(ภาษาไทย)ทางสุนทรียภาพและทักษะความชำนาญ ด้วยสีต่างๆ เช่น สีน้ำมัน สีอะคริลิก ฯลฯ น่าบันคือจั่ว(ใช้แก่ )ซึ่งศิลปินอาจเลือกเขียนภาพตามใจชอบ เช่น ภาพทิวทัศน์ ภาพหุ่นนิ่ง ภาพคนเหมือนโบสถ์ วิหารภาพสัตว์  เหตุการณ์ต่างๆในรูปแบบของงานจิตรกรรม เช่น แบบสัจนิยม(realism) แบบอุดมคติ (idealism)หรือแบบนามธรรม(abstract) ฯลฯ

    จังหวะ (Rhythm) การจัดวางองค์ประกอบให้มีความสัมพันธุ์และเชื่อมโยงต่อเนื่องกัน

    ฉากหลัง(Background) เป็นส่วนประกอบของภาพที่ปรากฏให้เห็นว่าอยู่ไกลสุด ซึ่งเป็นส่วนเสริมจุดสนใจให้เด่นชัดและสวยงามขึ้น งานจิตรกรรมประกอบด้วยส่วนที่สำคัญ 3 ส่วน คือ 

         ฉากหลัง(foreground)  ฉากหหลัง (middleground)และฉากหลัง (background)

    ดุลยภาพ (Balance) หรือความสมดุล คือหลักการจัดองค์ประกอบของภาพไม่ให้มีน้ำหนักเอียงไปข้างหนึ่งข้างใดให้รู้สึกมีน้ำหนักเท่าๆกันทั้งสองข้าง โดยใช้เส้น สี องค์ประกอบ แสง-เงาและความใกล้-ไกลในการสร้างดุลยภาพดังกล่าว

     ตราสัญลักษณ์(Logotype) คือเครื่องหมายตราสัญลักษณ์ ซึ่งใช้สื่อความหมายเฉพาะส่วนราชการ มูลนิธิสมาคม ห้างร้าน ฯลฯ อาจเป็นตัวอักษรหรือรูปภาพหรือทั้งสองอย่างประกอบกัน

    ทัศนศิลป์ (Visual Art) คืองานศิลปะที่รับรู้จากการมองเห็นได้ด้วยสายตา

    ภาพทิวทัศน์ทางทะเล (Seascape) เป็นผลงานศิลปะด้านจิตรกรรมวาดเส้น ภาพพิมพ์ ที่สร้างสรรค์ขึ้นจากเรื่องราวและบรรยากาศของทะเลในมิติของกาลเวลาต่างๆกัน

    ทัศนียภาพวิทยา (Perspective) คือ วิชาหรือศิลปะที่เกี่ยวกับการเขียนภาพพื้นระนาบ 2 มิติ ให้ดูเป็นภาพ 3มิติหรือแสดงให้เห็นระยะใกล้-ไกลได้

   น้ำหนัก (Value) คือ ระดับความอ่อนแก่ของสีดำหรือสีอื่นๆ หรือแสง-เงาที่ก่อให้เกิดความงามตามอารมณ์ความรู้สึกในผลงานศิลปกรรม

     ประติมากรรม (Sculpture)  หมายถึง งานศิลปกรรมที่สร้างเป็นรูปทรง 3 มิติด้วยวิธีการปั้น แกะสลัก สามารถมองได้รอบตัว สำหรับประติมากรรมรูปลอยตัว (round-relief) รูปนูนต่ำ (bas-relief) และรูปนูนสูง(high-relief)

    พื้นผิว (Texture) คือ ลักษณะบริเวณผิวของสิ่งต่างๆซึ้งสามารถสัมผัส จับหรือมองเห็นด้วยสายตาและทำให้เกิดความรู้สึกถึงลักษณะของพื้นผิวนั้นๆพื้นผิวอาจเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติหรือมนุษย์สร้างขึ้นก็ได้ พื้นผิวที่ต่างกันย่อมทำให้เกิดความรู้สึกที่แตกต่างกันออกไป

    แฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio) เป็นแฟ้มหรืออัลบัมที่ใช้รวบรวมผลงานส่วนตัวประกอบด้ววยภาพ สไลด์หรือผลงานที่เป็นกระดาษเพื่อแสดงในเวลาเสนองาน สมัครงานหรืออื่นๆ

    ภาพทิวทัศน์ทางบก (Landscape) เป็นศิลปะประเภทงานจิตรกรรม วาดเส้นหรืองานอื่นๆที่แสดงทัศนียภาพของภูมิประเทศที่ปรากฏตามธรรมชาติ ป่าเขา หมู่บ้าน เป็นต้น

     ภาพร่าง (Sketch) หมายถึงภาพที่เขียนด้วยดินสอ ปากกา  พู่กันอย่างคร่าวๆใช้เวลาไม่นานเขียนด้วยความรวดเร็ว

     ภาพวาดเส้น (Drawing) คือการวาดภาพด้วยเส้นดินสอ ปากกา แท่งถ่านให้เสร็จสมบูรณ์ในตัวเองหรืออาจจะเป็นภาพร่างเพื่อเขียนภาพระบายสี

     ภาพหุ่นนิ่ง (Still Life) เป็นประเภทของงงานจิตรกรรมแบบหนึ่งที่ใช้วัสดุสิ่งของ สิ่งประดิษฐ์หรือสิ่งที่มีอยู่ในธรรมชาติมาจัดเป็นหุ่นนิ่งให้ศิลปินสร้างสรรค์ด้วยหลักทางสุนทรียศาสตร์

    รูปคนเหมือน (Portrait)  ทั้งลายเส้น ภาพเขียน ภาพถ่าย รูปแกะสลักหรือรูปปั้นของบุคคลไม่ว่ายังมีชีวิตอยู่หรือตายไปแล้วโดยปกติจะเน้นที่ใบหน้า ครึ่งตัวหรือเต็มตัว

   รูปนูนต่ำ (Bas-Relief) เป็นประติมากรรมที่มีลักษณะความนูนสูงขึ้นมาจากระดับพื้นเพียงเล็กน้อยทั้งนี้เพื่อให้แสงและเงาเป็นสิ่งช่วยเน้น

   รูปร่าง (Shape) คือพื้นที่ที่เกิดจากการนำเส้นมาประกอบกันมี 2 มิติ คือความกว้างและความยาว รูปร่างแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ รูปเรขาคณิต รูปอินทรีย์และรูปอิสระ

   รูปทรง (Form)  คือสิ่งที่มีความหนาทึบมีลักษณะเป็น 3 มิติ มีความยาว ความกว้าง ความลึกและมีลักษณะอื่นๆอีก เช่น ทิศทาง สั้น ยาว โค้งเป็นคลื่นมีทิศทางเคลื่อนไหวในทางราบ ทางดิ่ง ทางเฉียงและทางลึก

   รูปนูนสูง(High-Relief)คือประติมากรรมที่มีลัษณะความนูนที่สูงจากระดับพื้นอย่างน้อยกึ่งหนึ่งของรูปนั้น

   ระนาบ (Plane) คือพื้นที่เรียบที่แผ่ขยายออกไปมี 2 มิติ คือความกว้างและความยาว

   วิจิตรศิลป์ (Fine Art) คือผลงานศิลปะที่มนุษย์สร้างขึ้นด้วยความบริสุทธิ์ใจได้รับความบันดาลใจและประทับใจในธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์แสดงเอกลักษณ์ทางสุนทรียศาสตร์ประกอบด้วยจิตรกรรม ประติมากรรม สถาปัตยธรรม วรรณกรรมและดนตรี

    วงสี (Fine Art) คือวงกลมที่จัดเรียงสีต่างๆไว้ตามทฤษฎีประกอบด้วยสีอุ่น(warm)จะยู่ครึ่งวงกลมด้านที่มีสีแดงเรียงถึงไปจนถึงฝั่งสีเหลืองส่วนสีเย็น(cool tone)อยู่อีกด้านหนึ่งของวงกลมที่มีสีเขียวไปจนถึงสีม่วง สีที่อยู่ตรงกันข้ามภายในวงสีเรียกว่าสีตรงข้าม(comprementary colour)

    ศิลปะ (Art)  เป็นผลงานที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อตอบสนองอารมณ์ ความประทับใจและบันดาลใจจากความงามแห่งธรรมชาติ มีรูปแบบของผลงานแตกต่างกันไป เช่น จิตรกรรม ประติมากรรม ดนตรี เป็นต้น ศิลปะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ วิจิตรศิลป์และประยุกต์ศิลป์

    ศิลปะกึ่งนามธรรม (Semi-Abstract) เป็นงานศิลปะที่มีการตัดทอนรูปทรงบางส่วนออกไปหรือดัดแปลงให้เปลี่ยนไปจากความเป็นจริง

    ศิลปะนามธรรม (Abstract) คือผลงานที่ศิลปินสร้างสรรค์ขึ้นจากความคิดอิสระ มีการตัดทอนจากธรรมชาติให้เหลือเพียงสัญลักษณ์ที่สื่อความหมายเฉพาะตัวของศิลปิน

    ศิลปะรูปธรรม(Realism) ศิลปะที่แสดงถึงรูปลักษณ์ของสิ่งต่างๆในธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในรูปแบบเหมือนจริง

    ศิลปะพื้นบ้าน(Folk Art) ได้แก่งานสร้างสรรค์โดยมฝีมือชาวบ้านที่สร้างขึ้นเพื่อสืบทอดประเพณีนิยมมีลักษณะเฉพาะตัวที่แตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น

    ศิลปิน (Artist) คือผู้สร้างสรรค์งานทัศนศิลป์ เช่น จิตรกร ประติมากร สถาปนิก นักประพันธ์ เป็นต้น

    สุนทรียภาพ (Aesthetic) เป็นความรู้สึกในคุณค่าของความงดงาม ความไพเราะ ความรื่นรมย์จากธรรมชาติหรือผลงานศิลปะความรู้สึกนี้จะแตกต่างกันออกไปในแต่ละบุคคลตามความรู้สึกเฉพาะตนตั้งแต่เกิด สิ่งแวดล้อมและการศึกษา

   สี (Colour) คือ ลักษณะความเข้มของแสงที่สะท้อนสู่สายตาปรากฎเป็นสีต่างๆสามารถกระตุ้นอารมณ์และมีอิทธิพลต่อความรู้สึกที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละสี

   สีเย็น (Cool Colour) คือ สีที่ให้ความรู้สึก เย็น นิ่ง สงบ ได้แก่ สีม่วง สีม่วงน้ำเงิน สีน้ำเงิน สีเขียวน้ำเงิน สีเขียว และสีเขียวเหลือง

   สีอุ่น (Warm Colour) คือสีที่ให้ความรู้สึกร้อน ได้แก่ สีต่างๆที่อยู่ในครึ่งหนึ่งของวงจรสีที่ตรงข้ามกับสีเย็น ซึ่งได้แก่ สีม่วง สีม่วงแดง 

สีแดง สีส้ม สีส้มเหลือง ไล่เรียงไปจนถึงสีเหลือง

   สื่อผสม (Mixed Media)

     1.สื่อผสม เป็นศิลปะกรรมสมัยใหม่ในพุทธศตวรรษที่25ได้แก่  จิตรกรรม ประติมากรรม ภาพพิมพ์หรือวาดเส้นที่มีวัสดุหรือกลวิธีต่างๆผสมผสานเชื่อมโยงจนไม่อาจเรียกว่าเป็นตัวงานอย่างหนึ่งอย่างใดโดยเฉพาะได้

    2.ศิลปะที่ผสมผสานสัมพันธุ์กันระหว่างประติมากรรม ดนตรี ลีลาเคลื่อนไหว สิ่งแวดล้อมก็นับว่าเป็นงานศิลปกรรมสื่อผสม

    เส้น (Line) เส้นเกิดจากการต่อกันของจุดบนพื้นระนาบอย่างมีทิศทาง เช่น เส้นตรง เส้นโค้ง เส้นหยัก เป็นต้น

    เอกรงค์ (Monochrome) คือ การสร้างงานศิลปะหรือการแตกต่างด้วยสีเพียงสีเดียว โดยทำให้เกิดค่าน้ำหนักของสีต่างกันในบางกรณีอาจใช้สีอื่นผสมด้วย แต่เมื่อมองดูแล้วจะเห็นภาพทั้งหมดเป็นสีเดียวกัน

    อุตสาหกรรมศิลป์ (Industrial) คือ ศิลปะที่ออกแบบและผลิตเป็นจำนวนมาก ใช้วิทยากร การศึกษา และการค้นคว้าด้านเทคโนโลยีและวัสดุ เพื่อนำมาปรับใช้ในการออกแบบให้มีความกลมกลืนกับหน้าที่และประโยชน์ใช้สอยของผลิตภัณฑ์


วันอาทิตย์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2568

วงมโหรี



                                                                                         วงมโหรี

   

วงมโหรีวงเล็กมีวิวัฒนาการมาโดยลำดับจากวงมโหรีเครื่องสี่ในสมัยสุโขทัยเป็นมโหรีเครื่องหกในสมัยอยุธยาและสันนิษฐานว่า วงมโหรีวงเล็กน่าจะได้รับการพัฒนาขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น โดยการนำวงปี่พาทย์เครื่องห้ามาประสมกับวงเครื่องสายวงเล็กแล้วนำซอสามสายจากวงมโหรีเครื่องหก ในสมัยอยุธยาเพิ่มเข้าไป จึงกลายเป็นวงมโหรีวงเล็กอย่างที่เห็นในปัจจุบันนี้เครื่องดนตรีที่ประสมอยู่ในวงมโหรีวงเล็ก ประกอบด้วย

1. ซอสามสาย 1 คัน ทำหน้าที่คลอเสียงผู้ขับร้อง และบรรเลงดำเนินทำนองร่วมในวง

2. ซอด้วง 1 คัน ดำเนินทำนองโดยเก็บบ้าง หวานบ้าง

3. ซออู้ 1 คัน ดำเนินทำนองเป็นเชิงหยอกล้อยั่วเย้าไปกับทำนองเพลง

4. จะเข้ 1 ตัว ดำเนินทำนองโดยเก็บบ้าง รัวบ้าง และเว้นห่างบ้าง

5. ขลุ่ยเพียงออ 1 เลา ดำเนินทำนองเก็บบ้าง โหยหวนบ้าง

6. ระนาดเอก 1 ราง ดำเนินทำนองเก็บบ้าง กรอบ้าง ทำหน้าที่เป็นผู้นำวง

7. ฆ้องวง (เรียกว่า ฆ้องกลางหรือฆ้องมโหรี) 1 วง ดำเนินทำนองเนื้อเพลงเป็นหลักของวง

8. โทน 1 ลูก รำมะนา 1 ลูก ตีสอดสลับกัน ควบคุมจังหวะหน้าทับ

9. ฉิ่ง 1 คู่ ควบคุมจังหวะย่อย แบ่งให้รู้จังหวะหนักเบา



วงมโหรีเครื่องคู่ เกิดจากการนำวงปี่พาทย์เครื่องคู่ มาบรรเลงรวมกับวงเครื่องสายเครื่องคู่ ซึ่งตามประวัติวงปี่พาทย์เครื่องคู่เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 ดังนั้นวงมโหรีเครื่องคู่จึงน่าจะเกิดขึ้นในสมัยนี้เช่นเดียวกัน เครื่องดนตรีที่ประสมอยู่ในวงมโหรีเครื่องคู่ ประกอบด้วย

  • ซอสามสาย 1 คัน หน้าที่เหมือนในวงมโหรีเครื่องเดี่ยว
  • ซอสามสายหลีบ 1 คัน บรรเลงร่วมกับเครื่องดำเนินทำนองอื่น ๆ
  • ซอด้วง 2 คัน หน้าที่เหมือนในวงมโหรีเครื่องเดี่ยว
  • ซออู้ 2 คัน หน้าที่เหมือนในวงมโหรีเครื่องเดี่ยว
  • จะเข้ 2 ตัว หน้าที่เหมือนในวงมโหรีเครื่องเดี่ยว
  • ขลุ่ยเพียงออ 1 เลา หน้าที่เหมือนในวงมโหรีเครื่องเดี่ยว
  • ขลุ่ยหลีบ 1 เลา ดำเนินทำนองเก็บบ้าง โหยหวนบ้าง สอดแทรกทำนองเล่นล้อไปทางเสียงสูง
  • ระนาดเอก 1 ราง หน้าที่เหมือนในวงมโหรีเครื่องเดี่ยว
  • ระนาดทุ้ม 1 ราง ดำเนินทำนองเป็นเชิงหยอกล้อยั่วเย้าให้เกิดอารมณ์ครึกครื้น
  • ฆ้องวง 1 วง หน้าที่เหมือนในวงมโหรีเครื่องเดี่ยว
  • ฆ้องวงเล็ก 1 วง ดำเนินทำนองเก็บถี่ ๆ บ้าง สะบัดบ้าง สอดแทรกทำนองไปทางเสียงสูง
  • โทน 1 ลูก รำมะนา 1 ลูก หน้าที่เหมือนในวงมโหรีเครื่องเดี่ยว
  • ฉิ่ง 1 คู่ หน้าที่เหมือนในวงมโหรีเครื่องเดี่ยว
  • ฉาบเล็ก 1 คู่


วงมโหรีเครื่องใหญ่





           ถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ วงปี่พาทย์ได้เพิ่มระนาดทุ้มกับระนาดเอกเหล็กขึ้นอีก ๒ ราง กลายเป็นวงปี่พาทย์เครื่องใหญ่ มโหรีจึงเลียนแบบ โดยเพิ่มระนาดทุ้มเหล็กขึ้นบ้าง ส่วนระนาดเอกเหล็กนั้นเปลี่ยนเป็นสร้างลูกระนาดด้วยทองเหลือง เพราะเทียบให้เสียงสูงไพเราะกว่าเหล็ก เรียกว่าระนาดทอง รวมทั้งวงเรียกว่าวงมโหรีเครื่องใหญ่ ซึ่งได้ถือเป็นแบบปฏิบัติใช้บรรเลงมาจนปัจจุบันนี้  บรรดาเครื่องดนตรีต่างๆ ที่วงมโหรีได้เลียนแบบมาจากวงปี่พาทย์ คือ ระนาดเอก ระนาดทุ้ม ระนาดเอกเหล็ก (เป็นระนาดทอง) ระนาดทุ้มเหล็ก (บางวงทำด้วยทองเหลือง เรียกว่า ระนาดทุ้มทองก็มี) ฆ้องวงใหญ่ และฆ้องวงเล็กนั้น ทุกสิ่งจะต้องย่อขนาดลดลงให้เล็กเพราะสมัยโบราณผู้บรรเลงมโหรีมีแต่สตรีทั้งนั้น จึงต้องลดขนาดลงให้พอเหมาะแก่กำลัง อีกประการหนึ่งการลดขนาดเครื่องตีเหล่านี้ลงก็เพื่อให้เสียงดังสมดุลกับเครื่องดนตรีประเภทดีด สี มิฉะนั้นเสียงจะกลบพวกเครื่องสายหมด

วงเครื่องสาย

 

วงเครื่องสาย 

วงดนตรีไทยประเภทหนึ่งซึ่งเครื่องดนตรีส่วนใหญ่ในวงจะประกอบด้วยเครื่องดนตรีที่ใช้สายเป็นต้นกำเนิดของเสียงดนตรี เช่น ซอด้วง ซออู้ จะเข้ แม้ว่าเครื่องดนตรีที่นำมาบรรเลงนั้นจะมีวิธีบรรเลงแตกต่างกัน เช่น สี ดีด หรือตี ก็ตาม จึงเรียกวงดนตรีประเภทนี้ว่า “วงเครื่องสาย”

 วงเครื่องสายอาจมีเครื่องดนตรีประเภทเครื่องเป่า เช่น ขลุ่ย หรือเครื่องกำกับจังหวะ เช่น ฉิ่ง กลอง บรรเลงด้วยก็ถือว่าอยู่ในวงเครื่องสายเช่นกันเพราะมีเป็นจำนวนน้อย ที่นำเข้ามาร่วมบรรเลงด้วยเพื่อช่วยเพิ่มรสในการบรรเลงให้น่าฟังมากยิ่งขึ้น

 วงเครื่องสายเกิดขึ้นในสมัยอยุธยา ซึ่งมีเครื่องสี คือ ซอ เครื่องดีด คือ จะเข้และกระจับปี่ ผสมในวง ปัจจุบันวงเครื่องสายมี ๔ แบบ คือ



 ๑. วงเครื่องสายไทยเครื่องเดี่ยว เป็นวงเครื่องสายที่มีเครื่องดนตรีผสมเพียงอย่างละ ๑ ชิ้น เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า วงเครื่องสายไทยวงเล็ก เครื่องดนตรีที่ผสมอยู่ในวงเครื่องสายไทยเครื่องเดี่ยวนี้นับว่าเป็นสิ่งสำคัญ และถือเป็นหลักของวงเครื่องสายไทยที่จะขาดสิ่งหนึ่งสิ่งใดเสียมิได้ เพราะแต่ละสิ่งล้วนดำเนินทำนองและมีหน้าที่ต่าง ๆ กันเมื่อผสมเป็นวงขึ้นแล้ว เสียงและหน้าที่ของเครื่องดนตรีแต่ละอย่างก็จะประสมประสานกันเป็นอันดี เครื่องดนตรีที่ผสมอยู่ในวงเครื่องสายไทยเครื่องเดี่ยวซึ่งถือเป็นหลัก คือ

   ๑. ซอด้วง เป็นเครื่องสีที่มีระดับเสียงสูงและกระแสเสียงดัง มีหน้าที่ดำเนินทำนองเพลง เป็นผู้นำวง และเป็นหลักในการดำเนินทำนอง

   ๒. ซออู้ เป็นเครื่องสีที่มีระดับเสียงทุ้ม มีหน้าที่ดำเนินทำนองหยอกล้อยั่วเย้า กระตุ้นให้เกิดความครึกครื้นสนุกสนานในจำพวกดำเนินทำนองเพลง

   ๓. จะเข้ เป็นเครื่องดีดดำเนินทำนองเพลงเช่นเดียวกับซอด้วง แต่มีวิธีการบรรเลงแตกต่างออกไป

   ๔. ขลุ่ยเพียงออซึ่งเป็นขลุ่ยขนาดกลาง เป็นเครื่องเป่าดำเนินทำนองโดยสอดแทรกด้วยเสียงโหยหวนบ้าง เก็บบ้าง ตามโอกาส

   ๕. โทนและรำมะนา เป็นเครื่องตีที่ขึงหนังหน้าเดียว และทั้ง ๒ อย่างจะต้องตีให้สอดสลับรับกันสนิทสนมผสมกลมกลืนเป็นทำนองเดียวกัน มีหน้าที่ควบคุมจังหวะหน้าทับ บอกรสและสำเนียงเพลงในภาษาต่าง ๆ และกระตุ้นเร่งเร้าให้เกิดความสนุกสนาน

   ๖. ฉิ่ง เป็นเครื่องตี มีหน้าที่ควบคุมจังหวะย่อยให้การบรรเลงดำเนินจังหวะไปโดยสม่ำเสมอ หรือช้าเร็วตามความเหมาะสม

   เครื่องดนตรีในวงเครื่องสายไทยเครื่องเดี่ยวอาจเพิ่มเครื่องที่จะทำให้เกิดความไพเราะเหมาะสมได้อีก เช่น กรับ ฉาบเล็ก สำหรับตีหยอกล้อยั่วเย้าในจำพวกกำกับจังหวะ โหม่งสำหรับตีเพื่อช่วยควบคุมจังหวะห่าง ๆ



 ๒. วงเครื่องสายไทยเครื่องคู่ คำว่า เครื่องคู่ ย่อมมีความหมายชัดเจนแล้วว่าเป็นอย่างละ ๒ ชิ้น แต่สำหรับการผสมวงดนตรีจะต้องพิจารณาใคร่ครวญถึงเสียงของเครื่องดนตรีที่จะผสมกันนั้น ว่าจะบังเกิดความไพเราะหรือไม่อีกด้วย เพราะฉะนั้นวง เครื่องสายไทยเครื่องคู่จึงเพิ่มเครื่องดนตรีในวงเครื่องสายไทยเครื่องเดี่ยวขึ้นเป็น ๒ ชิ้นแต่เพียงบางชนิด คือ

   ๑. ซอด้วง ๒ คัน แต่ทำหน้าที่ผู้นำวงเพียงคันเดียว อีกคันหนึ่งเป็นเพียงผู้ช่วย

   ๒. ซออู้ ๒ คัน ถ้าสีเหมือนกันได้ก็ให้ดำเนินทำนองอย่างเดียวกัน แต่ถ้าสีเหมือนกันไม่ได้ก็ให้คันหนึ่งหยอกล้อห่าง ๆ อีกคันหนึ่งหยอกล้อยั่วเย้าอย่างถี่ หรือจะผลัดกันเป็นบางวรรคบางตอนก็ได้

   ๓. จะเข้ ๒ ตัว ดำเนินทำนองแบบเดียวกัน

   ๔. ขลุ่ย ๒ เลา เลาหนึ่งเป็นขลุ่ยเพียงอออย่างในวงเครื่องสายไทยเครื่องเดี่ยว ส่วนเลาที่เพิ่มขึ้นเป็นขลุ่ยหลีบ ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าขลุ่ยเพียงออ และมีเสียงสูงกว่าขลุ่ยเพียงออ ๓ เสียง มีหน้าที่ดำเนินทำนองหลบหลีกปลีกทางออกไป ซึ่งเป็นการยั่วเย้าไปในกระบวนเสียงสูง

   สำหรับโทน รำมะนา และฉิ่ง ไม่เพิ่มจำนวน ส่วนฉาบเล็กและโหม่ง ถ้าจะใช้ก็คงมีจำนวนอย่างละ ๑ ชิ้นเท่าเดิม

   ตั้งแต่โบราณมา วงเครื่องสายไทยมีอย่างมากก็เพียงเครื่องคู่ดังกล่าวแล้วเท่านั้น ในสมัยหลังได้มีผู้คิดผสมวงเป็น วงเครื่องสายไทยวงใหญ่ ขึ้น โดยเพิ่มเครื่องบรรเลงจำพวกดำเนินทำนอง เช่น ซอด้วง ซออู้ จะเข้ ขลุ่ย ขึ้นเป็นอย่างละ ๓ ชิ้นบ้าง ๔ ชิ้นบ้าง การจะผสมเครื่องดนตรีชนิดใดเข้ามาในวงนั้นย่อมกระทำได้ ถ้าหากเครื่องดนตรีนั้นมีเสียงเหมาะสมกลมกลืนกับเครื่องอื่น ๆ แต่จะเพิ่มเติมในส่วนเครื่องกำกับจังหวะ เช่น โทน รำมะนา ฉิ่ง ฉาบ โหม่ง ไม่ได้ ได้แต่เปลี่ยนเป็นอย่างอื่นไป เช่น ใช้กลองแขกแทนโทน รำมะนา

   






 ๓. วงเครื่องสายผสม เป็นวงเครื่องสายที่นำเอาเครื่องดนตรีต่างชาติเข้ามาร่วมบรรเลงกับเครื่องสายไทย การเรียกชื่อวงเครื่องสายผสมนั้นนิยมเรียกตามชื่อของเครื่องดนตรีต่างชาติที่นำมาเข้ามาร่วมบรรเลงในวง เช่น นำเอาขิมมาร่วมบรรเลงกับซอด้วงซออู้ ขลุ่ย และเครื่องกำกับจังหวะต่าง ๆ แทนจะเข้ ก็เรียกว่า “วงเครื่องสายผสมขิม” หรือนำเอาออร์แกนหรือไวโอลินมาร่วมบรรเลงด้วยก็เรียกว่า “วงเครื่องสายผสมออร์แกน” หรือ “วงเครื่องสายผสมไวโอลิน” เครื่องดนตรีต่างชาติที่นิยมนำมาบรรเลงเป็นวงเครื่องสายผสมนั้นมีมากมายหลายชนิด เช่น ขิม ไวโอลิน ออร์แกน เปียโน หีบเพลงชัก แอกคอร์เดียน เจ้ง



 ๔. วงเครื่องสายปี่ชวา คือ วงเครื่องสายไทยทั้งวงบรรเลงประสมกับวงกลองแขก (ดู วงกลองแขก ประกอบ) โดยไม่ใช้โทนและรำมะนา และใช้ขลุ่ยหลีบแทนขลุ่ยเพียงออ เพื่อให้เสียงเข้ากับปี่ชวาได้ดี เดิมเรียกว่า วงกลองแขกเครื่องใหญ่วงเครื่องสายปี่ชวานี้เกิดขึ้นในปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

   การบรรเลงเครื่องสายปี่ชวานั้น นักดนตรีจะต้องมีไหวพริบและความเชี่ยวชาญในการบรรเลงเป็นพิเศษ โดยเฉพาะฉิ่งกำกับจังหวะจะต้องเป็นคนที่มีสมาธิดีที่สุดจึงจะบรรเลงได้อย่างไพเราะ เพลงที่วงเครื่องสายปี่ชวานิยมใช้บรรเลงเป็นเพลงโหมโรง ได้แก่ เพลงเรื่องชมสมุทร เพลงโฉลก เพลงเกาะ เพลงระกำ เพลงสะระหม่า แล้วออกเพลงแปลง เพลงออกภาษา แล้วกลับมาออกเพลงแปลงอีกครั้งหนึ่ง

                                              วงเครื่องสายผสมขิม



วันพุธที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2566

วงปี่พาทย์



 ประเภทของวงดนตรีไทย

          วงดนตรีไทยที่ถือเป็นวงมาตรฐาน พบเห็นกันอยู่ในปัจจุบัน แบ่งออกเป็น  3  ประเภท ดังนี้
                      1. วงปี่พาทย์
                      2. วงเครื่องสาย
                      3. วงมโหรี



วงปี่พาทย์
          หมายถึง วงดนตรีประเภทหนึ่งที่ประกอบไปด้วยเครื่องดนตรีประเภทเครื่องตีที่ทำหน้าที่หลักในการบรรเลงบทเพลง เครื่องดนตรีเหล่านี้ได้แก่ ระนาดเอก ระนาดทุ้ม ฆ้องวง มีเครื่องดนตรีประเภทเครื่องเป่า ได้แก่ ปี่มีหน้าที่เป่าประสานบทเพลง มี่เครื่องดนตรีประเภท เครื่องหนัง ได้แก่ ตะโพน กลองทัด มีหน้าที่กำกับจังหวะหน้าทับ มีฉิ่งเป็นเครื่องกำกับ จังหวะย่อย(หนัก-เบา) มีฉาบ กรับ โหม่ง เป็นเครื่องประกอบจังหวะ ประสมเป็นวงลักษณะต่างๆ ใช้บรรเลงประกอบพิธีกรรม และมหรสพมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยจนถึงปัจจุบัน

ประเภทของวงปี่พาทย์

๑ วงปี่พาทย์ชาตรี (งานมงคล)
                    ๒. งปี่พาทย์เครื่องห้า (งานมงคล)
                    ๓. วงปี่พาทย์เครื่องคู่ (งานมงคล)
                    ๔. วงปี่พาทย์เครื่องใหญ่ (งานมงคล)
                    ๕. วงปี่พาทย์เสภา (งานมงคล)
                    ๖. วงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ (งานมงคล)
                    ๗. วงปี่พาทย์นางหงส์ (งานอวมงคล)
                    ๘. วงปี่พาทย์มอญ (งานอวมงคล)

วงปี่พาทย์ที่ใช้ในงานมงคล 
           - วงปี่พาทย์เครื่องเบา(วงปี่พาทย์ชาตรี)
                   สมเด็จพระยาดำรงราชานุภาพได้ทรงอธิบายเรื่องวงปี่พาทย์ไว้ในหนังสือตำนานมโหรี ปี่พาทย์ ว่า "เดิมปี่พาทย์มี ๒ ชนิด คือวงปี่พาทย์เครื่องเบา กับวงปี่พาทย์เครื่องหนัก" ปี่พาทย์เครื่องเบา ก็คือปี่พาทย์ที่ใช้บรรเลงประกอบละครชาตรีของภาคใต้ เรียกอีกอย่างว่า "ปี่พาทย์ชาตรี" ลักษณะของวงปี่พาทย์ชาตรีเหมือนกับวงดนตรีประกอบการแสดง มโนราห์ของภาคใต้ ประกอบด้วย ๑. ปี่ ๒. กลองชาตรี ๓.โทนชาตรี ๔. ฆ้องคู่ ๕. ฉิ่ง 

วงปี่พาทย์ชาตรี
ที่มาภาพ : http://pirun.ku.ac.th/~b521110058/Templates/Peepart.html

*ลักษณะเครื่องดนตรีปี่พาทย์เครื่องเบา มักมีขนาดเล็กเคลื่อนย้ายง่าย* 

          - วงปี่พาทย์เครื่องห้า ( วงปี่พาทย์ไม้แข็ง)
                   หมายถึง เครื่องดนตรี ที่มีน้ำหนักของเครื่องดนตรีหนักกว่าวงปี่พาทย์เครื่องเบา ปี่พาทย์เครื่องหนัก เริ่มสืบค้นประวัติได้ในสมัยสุโขทัย ตามหลักฐานจดหมายเหตุของ นาย ลาลูแบ ราชทูตของชาวฝรั่งเศษสมัยแผ่นดิน พระนารายน์มหาราช วงปี่พาทย์ไม้แข็งเครื่องห้า อาจารย์มนตรี ตราโมท(ผู้เชี่ยวชาญด้านดนตรีไทยของกรมศิลปากร) ได้อธิบายปี่พาทย์ที่เกิด ขึ้น ในสมัยสุโขทัยไว้ว่า เป็นวงปี่พาทย์ไม้แข็งที่มีลักษณะวงเป็นเครื่องห้า มีเครื่องดนตรีประกอบไปด้วย 
                    ๑. ปี่ มีหน้าที่เป่าบรรเลงทำนอง 
                    ๒. ฆ้องวงมีหน้าที่ ดำเนินทำนองหลัก 
                    ๓. ตะโพนมีหน้าที่กำกับจังหวะหน้าทับ
                    ๔. กลองทัด (ใบเดียว) มีหน้าที่กำกับจังหวะหน้าทับ 
                    ๕. ฉิ่ง มีหน้าที่กำกับจังหวะย่อย (จังหวะหนักเบา)

                    * สรุปวงปี่พาทย์เครื่องห้าเป็นวงปี่พาทย์มีวิวัฒนาการ ๓ สมัยด้วยกันคือ
                    สมัยที่หนึ่ง   สมัยสุโขทัย  พบว่ามีเครื่องดนตรีดังนี้
                    ๑. ปี่ใน
                    ๒. ฆ้องวงใหญ่
                    ๓. ตะโพน
                    ๔. กลองทัด (ลูกเดียว)
                    ๕..ฉิ่ง 
                    สมัยที่สอง   สมัยอยุธยาตอนปลาย  พบว่ามี “ ระนาดเอก “ เข้าร่วมด้วย” ดังนี้
                    ๑.ปี่ใน
                    ๒.ระนาดเอก
                    ๓.ฆ้องวงใหญ่
                    ๔. ตะโพ
                    ๕.กลองทัด(ลูกเดียว)
                    ๖. ฉิ่ง 
                    สมัยที่สาม   สมัยรัตนโกสินทร์  รัชกาลที่ ๑ เพิ่มกลองทัดเป็น ๒ ลูก เป็นคู่กัน  ลูกหนึ่งมีเสียงต่ำ เรียกว่า “ตัวเมีย” อีกลูกหนึ่งมีเสียงสูง เรียกว่า “ ตัวผู้” ประกอบด้วยเครื่องดนตรีดังนี้ 
                    ๑. ปี่ใน
                    ๒.  ระนาดเอก
                     ๓. ฆ้องวงใหญ่
                    ๔.ตะโพน
                    ๕.กลองทัด (๒ลูก)
                    ๖. ฉิ่ง


วงปี่พาทย์เครื่องห้า สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น
ที่มาภาพ : http://pirun.ku.ac.th/~b521110058/Templates/Peepart.html
 - วงปี่พาทยไม้แข็งเครื่องคู่ 
                    เป็นวงปี่พาทย์ที่เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ โดยเพิ่มเครื่องดนตรีบางชิ้นให้มาเป็นคู่กับ เครื่องดนตรีที่มีอยู่เดิมในวงเครื่องห้า เพิ่มปี่นอกมาเป็นคู่กับปี่ใน เพิ่มระนาดทุ้มมาเป็นคู่กับระนาดเอก เพิ่มฆ้องวงเล็กมาเป็นคู่กับฆ้องวงใหญ่ เพิ่มฉาบ(เล็ก)มาเป็นคู่กับฉิ่ง

วงปี่พาทย์ไม้แข็งเครื่องคู่
ที่มาภาพ : http://staffzone.amnuaysilpa.ac.th/thaimusic/pinprat2.htm

 *กำหนดให้ระนาดเอกอยู่ขวามือด้านหน้าสุด(กรณีตั้งวงจริง) เครื่องดนตรีชิ้นอื่นจัดตามตำแหน่ง แต่ให้ระนาดเอกเป็นต่ำแหน่งหลัก

          - วงปี่พาทย์ไม้แข็งเครื่องใหญ่
                    เป็นวงปี่พาทย์ที่เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๔ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เครื่องดนตรีทุกชนิดเหมือนวงปี่พาทย์เครื่องคู่ แต่เพิ่มระนาดเอกเหล็ก  ระนาดทุ้มเหล็ก  ฉาบใหญ่  กรับ  โหม่ง

 *กำหนดให้ระนาดเอกอยู่ขวามือด้านหน้าสุด(กรณีตั้งวงจริง) เครื่องดนตรีชิ้นอื่นจัดตามตำแหน่ง แต่ให้ระนาดเอกเป็นตำแหน่งหลัก

วงปี่พาทย์ไม้แข็งเครื่องใหญ่
ที่มาภาพ : http://www.patakorn.com/modules.php?name=News&file=article&sid=35

 - วงปี่พาทย์เสภา
                    เป็นวงปี่พาทย์ชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๒ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์สำหรับการเล่นเสภาในอดีตมีวิวัฒนาการมาโดยลำดับดังนี้
                    ๑. เริ่มแรกผู้ขับจะขับเสภาเป็นเรื่องราว พร้อมกับขยับกรับในไม้ต่างๆให้สอดประสานไปกับบทจนจบเรื่อง
                    ๒. ต่อมาให้มีดนตรีเข้ามาบรรเลงประกอบในการขับเสภา แต่บรรเลงเฉพาะกิริยาอารมณ์ต่างๆ ของตัวละครในบท เช่น ไป มา โกรธ ดีใจ หรือเสียใจ เป็นต้น
                    ๓ ต่อมานำบทเสภาบางตอนที่ไพเราะมาร้องส่งให้ปี่พาทย์รับ ซึ่งในชั้นแรกจะเป็นเพลงในอัตราสองชั้น โดยสร้างรูปแบบและวิธีการเล่นปี่พาทย์เสภาที่มีปี่พาทย์ประกอบคือ เริ่มด้วยวงปี่พาทย์บรรเลงเพลงรัวประลองเสภา ผู้ขับ ขับเสภาในบทไหว้ครู แล้วขับเข้าเรื่อง บทเสภาบทใดไพเราะ ผู้ขับก็จะร้องส่งให้ปี่พาทย์รับ แล้วขับเสภาเดินเรื่องต่อ กระทำสลับกันจนจบเรื่อง ในระหว่างบทร้องส่งเพลงสุดท้าย เมื่อปี่พาทย์รับแล้วจะลงจบด้วยทำนองเพลงที่เป็นลูกหมด
                    ๔. การขยับกรับขับเสภาเป็นเรื่องราวจึงลดน้อยค่อยๆหายไป คงเหลือแต่การนำบทเสภาในเรื่องต่างๆมาขับร้องส่งให้ปี่พาทย์รับ พร้อมทั้งสร้างรูปแบบ ลำดับวิธีการบรรเลงปี่พาทย์เสภา ยึดถือเป็นระเบียบดังนี้ ๑. รัวประลองเสภา ๒.โหมโรงเสภา ๓. เพลงพม่า ๕. ท่อน ๔.เพลงจะเข้หางยาว ๕.เพลงสี่บท ๖.เพลงบุหลัน จากนั้นจะร้องและบรรเลงเพลงประเภททยอย เช่น ทยอยเขมร ทยอยนอกทยอยใน โอ้ลาว แขกลพบุรี แขกโอด เป็นต้น หรืออาจต่อด้วยเพลงตับเรื่องต่างๆ เมื่อจะจบการ บรรเลง จะบรรเลงและขับร้อง " เพลงลา" เป็นอันดับสุดท้าย สำหรับเพลงลาเป็นเพลงลักษณะหนึ่งที่ท่วงทำนองตอนหนึ่งให้ปี่ว่า " ดอก " ตามบทร้อง เช่น เพลงเต่ากินผักบุ้ง เพลงพระอาทิตย์ชิงดวง วงปี่พาทย์เสภามีรูปแบบจัดวง ๓ รูปแบบ

            ๕. ต่อมานำบทเสภาบางตอนที่ไพเราะมาร้องส่งให้ปี่พาทย์รับ ซึ่งในชั้นแรกจะเป็นเพลงในอัตราสองชั้น โดยสร้างรูปแบบและวิธีการเล่นปี่พาทย์เสภาที่มีปี่พาทย์ประกอบคือ เริ่มด้วยวงปี่พาทย์บรรเลงเพลงรัวประลองเสภา ผู้ขับ ขับเสภาในบทไหว้ครู แล้วขับเข้าเรื่อง บทเสภาบทใดไพเราะ ผู้ขับก็จะร้องส่งให้ปี่พาทย์รับ แล้วขับเสภาเดินเรื่องต่อ กระทำสลับกันจนจบเรื่อง ในระหว่างบทร้องส่งเพลงสุดท้าย เมื่อปี่พาทย์รับแล้วจะลงจบด้วยทำนองเพลงที่เป็นลูกหมด

                            ๑. วงปี่พาทย์เสภาเครื่องห้า
                            ๒. วงปี่พาทย์เสภาเครื่องคู่
                            ๓. วงปี่พาทย์เสภาเครื่องใหญ่
            ลักษณะการจัดวงใช้วิธีการจัดวงเหมือนวงปี่พาทย์ไม้แข็ง เปลี่ยนเอากลองทัด  และตะโพนออก ใช้กลองสองหน้าควบคุมจังหวะหน้าทับแทน

          - วงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์



วงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์
ที่มาภาพ : http://thailandclassicalmusic.com/thaimusic/pinprat2.htm

  เป็นวงดนตรีที่ปรับปรุงขึ้นใหม่ จากความคิดริเริ่มของเจ้าพระยาเทเวศร์วงวิวัฒน์เมื่อ ครั้งไปยุโรป ทรงเห็นการแสดง " โอเปร่า" ที่ฝรั่งเล่นเกิดชอบใจ กลับมาทูลชวน ให้สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ ให้ทรงช่วยร่วมมือกันคิดขยายการ เล่นละครโอเปร่าอย่างไทย จึงทรงสร้างโรงละครขึ้นใหม่ชื่อว่าโรงละครดึกดำบรรพ์ จึงเรียกการแสดงนี้เลียนแบบโรงละครว่า ละครดึกดำบรรพ์ วงดนตรีที่ใช้ประกอบการแสดงนี้ตั้งชื่อวงตามการแสดง ชื่อว่า วงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์

          - วงปี่พาทย์ไม้นวม
                    เป็นวงปี่พาทย์ที่มีลักษณะและรูปวงคล้ายคลึงกับวงปี่พาทย์ไม้แข็ง มีการปรับเปลี่ยนไม้ที่ใช้ตีเครื่องดนตรีประเภทเครื่องตีแต่ละชนิด ให้มีความนุ่มของเสียงมากขึ้น เพราะความต้องการวงดนตรีที่มีเสียงไม่ดังเกินไป เพื่อสำหรับ บรรเลงประกอบการแสดงละครที่พัฒนาขึ้นในสมัยหลัง จึงปรับเปลี่ยน รูปแบบของเครื่องดนตรี และการประสมวงของวง ปี่พาทย์ไม้แข็งเสีย ใหม่ คือ ไม้ที่ใช้สำหรับรรเลงระนาดเอก ฆ้องวงใหญ่ และฆ้องวงเล็ก เปลี่ยนมาใช้ไม้นวมแทน เครื่องเป่าก็เปลี่ยนจากปี่มาเป็นขลุ่ยเพียงออไม่แข็งกร้าวเหมือนเดิม จากคำอธิบายที่มาของวงปี่พาทย์ไม้นวมของอาจารย์ มนตรี ตราโมท (ศิลปินแห่งชาติ) อธิบายไว้ว่า น่าจะเกิดตามหลังวงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ ซึ่ง ใช้ไม้นวมตีระนาดเอก และนำเอาซออู้ , กลองแขก ที่ใช้บรรเลงในวงปี่ พาทย์ดึกดำบรรพ์เข้ามาบรรเลงในวงปี่พาทย์ไม้นวมด้วย สำหรับวงปี่พาทย์ไม้นวมในปัจจุบัน นิยมใช้บรรเลงและขับร้องในรูปแบบในการขับกล่อม และประกอบการแสดง โดยเฉพาะการแสดงที่มีลักษณะเป็นโรงละคร หรือแสดงภายในอาคาร

  เป็นวงดนตรีที่ปรับปรุงขึ้นใหม่ จากความคิดริเริ่มของเจ้าพระยาเทเวศร์วงวิวัฒน์เมื่อ ครั้งไปยุโรป ทรงเห็นการแสดง " โอเปร่า" ที่ฝรั่งเล่นเกิดชอบใจ กลับมาทูลชวน ให้สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ ให้ทรงช่วยร่วมมือกันคิดขยายการ เล่นละครโอเปร่าอย่างไทย จึงทรงสร้างโรงละครขึ้นใหม่ชื่อว่าโรงละครดึกดำบรรพ์ จึงเรียกการแสดงนี้เลียนแบบโรงละครว่า ละครดึกดำบรรพ์ วงดนตรีที่ใช้ประกอบการแสดงนี้ตั้งชื่อวงตามการแสดง ชื่อว่า วงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์

          - วงปี่พาทย์ไม้นวม
                    เป็นวงปี่พาทย์ที่มีลักษณะและรูปวงคล้ายคลึงกับวงปี่พาทย์ไม้แข็ง มีการปรับเปลี่ยนไม้ที่ใช้ตีเครื่องดนตรีประเภทเครื่องตีแต่ละชนิด ให้มีความนุ่มของเสียงมากขึ้น เพราะความต้องการวงดนตรีที่มีเสียงไม่ดังเกินไป เพื่อสำหรับ บรรเลงประกอบการแสดงละครที่พัฒนาขึ้นในสมัยหลัง จึงปรับเปลี่ยน รูปแบบของเครื่องดนตรี และการประสมวงของวง ปี่พาทย์ไม้แข็งเสีย ใหม่ คือ ไม้ที่ใช้สำหรับรรเลงระนาดเอก ฆ้องวงใหญ่ และฆ้องวงเล็ก เปลี่ยนมาใช้ไม้นวมแทน เครื่องเป่าก็เปลี่ยนจากปี่มาเป็นขลุ่ยเพียงออไม่แข็งกร้าวเหมือนเดิม จากคำอธิบายที่มาของวงปี่พาทย์ไม้นวมของอาจารย์ มนตรี ตราโมท (ศิลปินแห่งชาติ) อธิบายไว้ว่า น่าจะเกิดตามหลังวงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ ซึ่ง ใช้ไม้นวมตีระนาดเอก และนำเอาซออู้ , กลองแขก ที่ใช้บรรเลงในวงปี่ พาทย์ดึกดำบรรพ์เข้ามาบรรเลงในวงปี่พาทย์ไม้นวมด้วย สำหรับวงปี่พาทย์ไม้นวมในปัจจุบัน นิยมใช้บรรเลงและขับร้องในรูปแบบในการขับกล่อม และประกอบการแสดง โดยเฉพาะการแสดงที่มีลักษณะเป็นโรงละคร หรือแสดงภายในอาคาร

วงปี่พากทย์ไม้นวม
ที่มาภาพ : http://www.sahavicha.com/?name=knowledge&file=readknowledge&id=2497

* วงปี่พาทย์ไม้นวม กำเนิดของวงนี้มาจากการปรับเปลี่ยนรูปแบบของวงปี่พาทย์ไม้แข็ง กล่าวคือ เปลี่ยนหัวไม้ที่ใช้สำหรับการบรรเลงระนาดเอกฆ้องวงใหญ่และฆ้องวงเล็ก จากที่เป็นหัวไม้แข็งก็มาใช้ไม้นวม (ใช้พันผ้าแล้วถักด้วยเส้นด้ายสลักจนนุ่ม) แทนทำให้ลดความดังและความเกรี้ยวกราดของเสียงลง เครื่องเป่าแต่เดิมที่ใช้ปี่ใน ซึ่งมีเสียงดังมากจึงเปลี่ยนมาใช้ขลุ่ยเพียงออ ซึ่งมีเสียงเบากว่าแทน และยังเพิ่มซออู้เข้าไปอีก 1 คัน ทำให้วงมีเสียงนุ่มนวลและกลมกล่อมมากขึ้นกว่าเดิม

วงปี่พาทย์ไม้นวมในปัจจุบัน นิยมใช้บรรเลงและขับร้องในรูปแบบในการขับกล่อม และประกอบการแสดงโดยเฉพาะการแสดงที่มีลักษณะเป็นโรงละครหรือแสดงภายในอาคาร แบ่งออกเป็น 3 วง เช่นเดียวกับวงปี่พาทย์ไม้แข็ง ได้แก่

  1. วงปี่พาทย์ไม้นวมเครื่องห้า เครื่องดนตรีในวงบรรเลงประกอบด้วย ๑.ขลุ่ย, ๒.ระนาดเอก, ๓.ฆ้องวงใหญ่, ๔.ซออู้, ๕.ตะโพน, ๖.กลองแขก, ๗.ฉิ่ง
  2. วงปี่พาทย์ไม้นวมเครื่องคู่ เครื่องดนตรีในวงบรรเลงประกอบด้วย ๑.ขลุ่ย, ๒.ระนาดเอก, ๓.ระนาดทุ้มไม้, ๔.ฆ้องวงใหญ่, ๕.ฆ้องวงเล็ก, ๖.ซออู้, ๗.ตะโพน, ๘.กลองแขก, ๙.ฉิ่ง, ๑๐.ฉาบ, ๑๑.โหม่ง
  3. วงปี่พาทย์ไม้นวมเครื่องใหญ่ เครื่องดนตรีในวงบรรเลงประกอบด้วย ๑.ขลุ่ย, ๒.ระนาดเอก, ๓.ระนาดทุ้มไม้, ๔ฆ้องวงใหญ่, ๕.ฆ้องวงเล็ก, ๖ระนาดเอกเหล็ก, ๗.ระนาดทุ้มเหล็ก, ๘.ซออู้, ๙.ตะโพน, ๑๐.กลองแขก, ๑๑.ฉิ่ง, ๑๒.ฉาบ, ๑๓.โหม่ง

วงปี่พาทย์ที่ใช้ในงานอวมงคล
          - วงปี่พาทย์นางหงส์
                    เป็นวงปี่พาทย์อีกชนิดหนึ่งที่นำเอาวงปี่พาทย์ไม้แข็งมาประสมกับวง ปี่ชวา - กลองมาลายู ( หรือที่เรียกว่า วงบัวลอย ) ซึงประกอบ ๑.ปี่ชวา ๒.กลองมลายู(ตีด้วยไม้งอๆ) ๓.ฆ้องเหม่ง แล้วนำไปประสมกับวงปี่พาทย์ โดยเปลี่ยนแปลงรูปแบบดังนี้
                               เอาตะโพน – กลองทัดในวงปี่พาทย์ออกใช้กลองมาลายูตีแทน
                               เอาปี่ใน ในวงปี่พาทย์ออก ใช้ปี่ชวา เป่าแทน
                               เอาฆ้องเหม่งในวงปี่-กลองออก เพราะมีฉิ่ง เป็นเครื่องควบคุมจังหวะอยู่


วงปี่พาทย์นางหงส์
ที่มาภาพ : http://www.patakorn.com/modules.php?name=News&file=article&sid=42

  เนื่องจากไม่ปรากฏหลักฐานที่แน่ชัดในการเกิดของวงปี่พาทย์นางหงส์  และยังไม่สามารถหาหลักฐานที่แน่นอนของการประสมวงนางหงส์ ว่าเกิดขึ้นในสมัยใด แต่ในปัจจุบันปรากฏลักษณะรูปวงนางหงส์เป็น ๒ แบบ คือ ๑. ใช้ตีด้วยกลองมาลายู ๒. ใช้ตีด้วยกลองทัด ทั้งสองแบบใช้หน้าทับที่คล้ายคลึงกัน ผิดกันแต่วิธีการตีเท่านั้น

          - วงปี่พาทย์มอญ


                        

วงปี่พาทย์มอญ
ที่มาภาพ : http://www.patakorn.com/modules.php?name=News&file=article&sid=41
 เป็นวงดนตรีที่ได้รับรูปแบบมาจากมอญแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา เดิมวงปี่พาทย์มอญเป็นเครื่องดนตรีประจำของชาวรามัญอย่างหนึ่ง ซึ่งบรรเลงในงานต่างๆไม่ว่าจะเป็นงานมงคลและงานอวมงคล แต่คนไทยในสมัยปัจจุบันยึดถือกันว่า ปี่พาทย์มอญใช้บรรเลงได้แต่งานศพเท่านั้น(อวมงคล) ที่เป็นดังนี้ก็คงเป็นด้วยสมัยต่อมา ได้เห็นปี่พาทย์มอญออกบรรเลงแต่งานพระบรมศพ เมื่อออกพระเมรุ จึงทำให้เกิดความนิยม งานศพก็จะหาปี่พาทย์มอญมาประโคมเป็นเกียรติ กลายเป็นค่านิยมมาจนถึงทุกวันนี้ อีกประการหนึ่งคงจะเป็นด้วยเสียงเพลงของวงปี่พาทย์มอญมีความไพเราะเยือกเย็นระคนเศร้า เหมาะกับงานศพเป็นอย่างยิ่ง และเครื่องดนตรีก็มีความสวยงาม แกะลวดลายลงรักปิดทอง กลมกลืนกับตู้พระธรรมและเครื่องตั้งศพ

อ้างอิง http://www.digitalschool.club/digitalschool/art/music1_1/lesson1/gamelan2.php
แบบทดสอบหลังเรียน

วันจันทร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2565

นาฏยศัพท์และภาษาท่า

 




นาฏยศัพท์และภาษาท่า 


นาฏยศัพท์หมายถึง  

       ศัพท์ที่ใช้เกี่ยวกับลักษณะท่ารำ ที่ใช้ในการฝึกหัดเพื่อแสดงโขน ละคร เป็นคำที่ใช้ในวงการนาฏศิลป์ไทย สามารถสื่อความหมายกันได้ทุกฝ่ายในการแสดงต่าง ๆ

ประเภทของนาฏยศัพท์
       แบ่งออกเป็น ๓ ประเภท คือ

๑.  นามศัพท์  หมายถึง ศัพท์ที่เรืยกชื่อท่ารำ หรือชื่อท่าที่บอกอาการการกระทำของผู้นั้น เช่น วง จีบ สลัดมือ ม้วนมือ คลายมือ กรายมือ ฉายมือ ปาดมือ กระทบ กระดก ยกเท้า ก้าวเท้า ประเท้า ตบเท้า กระทุ้ง กระเทาะ จรดเท้า แตะเท้า ซอยเท้า ขยั่นเท้า ฉายเท้า สะดุดเท้า รวมเท้า โย้ตัว ยักตัว ตีไหล่ กล่อมไหล่

๒.  กิริยาศัพท์  หมายถึงศัพท์ที่ใช้เรียกในการปฏิบัติบอกอาการกิริยา แบ่งออกเป็น
๒.๑  ศัพท์เสริม หมายถึง ศัพท์ที่ใช้เรียกเพื่อปรับปรุงท่าทีให้ถูกต้องสวยงาม เช่น กันวง ลดวง ส่งมือ ดึงมือ หักข้อ หลบศอก เปิดคาง กดคาง ทรงตัว เผ่นตัว ตึงไหล่ กดไหล่ ดึงเอว กดเกลียวข้าง ทับตัว หลบเข่า ถีบเข่า แข็งเข่า เปิดส้น ชักส้น
๒.๒  ศัพท์เสื่อม หมายถึง ศัพท์ที่ใช้เรียกชื่อท่ารำหรือท่วงทีของผู้รำที่ไม่ถูกต้องตามมาตรฐาน เพื่อให้ผู้รำรู้ตัวและแก้ไขท่าทีของตนให้ดี เช่น วงล้า วงคว่ำ วงเหยียด วงหัก วงล้น คอดื่ม คางไก่ ฟาดคอ เกร็งคอ หอบไหล่ ทรุดตัว ขย่มตัว เหลี่ยมล้า รำแอ้ รำลน รำเลื้อย รำล้ำจังหวะ รำหน่วงจังหวะ

๓.  นาฏยศัพท์เบ็ดเตล็ด หมายถึง ศัพท์ต่างๆ ที่ใช้เรียกในภาษานาฏศิลป์ นอกเหนือจากนามศัพท์ และกิริยาศัพท์ เช่น จีบยาว จีบสั้น ลักคอ เดินมือ เอียงทางวง คืนตัว อ่อน เหลี่ยม เหลี่ยมล่าง แม่ท่า ท่า-ที ขึ้นท่า ยืนเข่า ทลายท่า นายโรง พระใหญ่-พระน้อย นางกษัตริย์ นางตลาด ผู้เมีย ยืนเครื่อง ศัพท์แทน

ลักษณะต่างๆ ของนาฏยศัพท์  แบ่งตามการเคลื่อนไหวส่วนต่างๆ ของร่างกาย ได้แก่

๑. ส่วนศีรษะ
เอียง  คือ การเอียงศีรษะ ต้องกลมกลืนกับไหล่และลำตัวให้เป็นเส้นโค้ง ถ้าเอียงซ้ายให้หน้าเบือนทางขวาเล็กน้อย ถ้าเอียงขวาให้หน้าเบือนทางซ้ายเล็กน้อย
ลักคอ  คือ การเอียงคนละข้างกับไหล่ที่กดลง ถ้าเอียงซ้ายให้กดไหล่ขวา ถ้าเอียงขวา ให้กดไหล่ซ้าย
เปิดคาง  คือ ไม่ก้มหน้า เปิดปลายคางและทอดสายตาตรงสูงเท่าระดับตาตนเอง
กดคาง  คือ ไม่เชิดหน้าหรือเงยหน้ามากเกินไป

๒. ส่วนแขน
วง คือ การเหยียดมือให้ตึงทั้งห้านิ้ว แต่นิ้วหัวแม่มือหักเข้าหาฝ่ามือเล็กน้อย การตั้งวงที่สวยงาม ต้องหักข้อมือเข้าหาลำแขนบนให้มาก ทอดลำแขนให้ส่วนโค้งพองาม และงอศอกเล็กน้อย วงแบ่งออกเป็น 

วงบน คือ ยกแขนไปข้างลำตัว ทอดศอกโค้ง มือแบตั้งปลายนิ้วขึ้นวงพระปลายนิ้วอยู่ระดับศีรษะ
ส่วนวงนางปลายนิ้วจะอยู่ระดับหางคิ้วและวงแคบกว่า

วงกลาง คือ การยกส่วนโค้งของลำแขนให้ปลายนิ้วสูงระดับไหล่ ลำแขนส่วนบนลาดกว่าวงบน

วงล่าง คือ การตั้งวงระดับต่ำที่สุด โดยทอดส่วนโค้งของลำแขนลงข้างล่างอยู่ระดับเอว โดยตั้งมือตรงหัวเข็มขัด ตัวพระกันศอกให้ห่างตัว

วงหน้า คือ ส่วนโค้งของลำแขนที่ทอดโค้งอยู่ข้างหน้า  วงพระผายกว้างกว่านาง ปลายนิ้วอยู่ระดับแก้ม วงนางปลายนิ้วอยู่ระดับปาก  


วงบัวบาน คือ ยกแขนขึ้นข้างลำตัว ให้ศอกสูงระดับไหล่
หักศอกให้แขนท่อนล่างพับเข้าหาตัว ตั้งฉากกับแขนท่อนบน
มือแบหงายปลายนิ้วชี้ไปข้างๆ ตัววงนางจะแคบกว่าวงพระ

๓. ส่วนมือ

มือแบ  คือ นิ้วชี้ กลาง นาง ก้อย ติดกัน ตึงนิ้ว หัวแม่มือ กาง หลบไปทางฝ่ามือ หักข้อมือไปทางหลังมือ แต่มีบางท่าที่ หักข้อมือไปทางฝ่ามือ เช่น ท่าป้องหน้า
มือจีบ  คือ การกรีดนิ้ว โดยเอานิ้วชี้และนิ้วหัวแม่มือจรดกัน ให้ปลายนิ้วหัวแม่มือจรดข้อแรกของปลายนิ้วชี้ ให้ตึงนิ้ว นิ้วกลาง นาง ก้อย กรีดห่างกัน หักข้อมือไปทางฝ่ามือ

จีบแบ่งเป็น ๕ ลักษณะ ได้แก่

จีบหงาย  คือ การหงายฝ่ามือให้ปลายนิ้วชี้ขึ้น ถ้าอยู่ระดับหน้าท้องเรียกว่า จีบหงายชายพก  

 จีบคว่ำ  คือ การคว่ำฝ่ามือให้ปลายนิ้วชี้ลง หักข้อมือเข้าหาลำแขน

จีบส่งหลัง  คือ การส่งแขนไปข้างหลัง ตึงแขน พลิกข้อมือให้ปลายนิ้วชี้ขึ้น แขนตึงและส่งแขนให้สูงไปด้านหลัง 

จีบปรกหน้า  คือ การจีบที่คล้ายกับจีบหงาย แต่หันจีบเข้าหาลำตัวด้านหน้า
ทั้งแขนและมือชูอยู่ด้านหน้า ตั้งลำแขนขึ้น ทำมุมที่ข้อพับตรงศอก
หันจีบเข้าหาหน้าผาก

 จีบปรกข้าง  คือ การจีบที่คล้ายกับจีบปรกหน้า แต่หันจีบเข้าหาแง่ศีรษะ ลำแขนอยู่ข้าง ๆ ระดับเดียวกับวงบน 

 จีบล่อแก้ว คือ ลักษณะกิริยาท่าทางคล้ายจีบ ใช้นิ้วกลางกดข้อที่ ๑
ของนิ้วหัวแม่มือ หักปลายนิ้วหัวแม่มือคล้ายวงแหวน นิ้วที่เหลือเหยียดตึง
หักข้อมือเข้าหาลำแขน


๔. ส่วนลำตัว

ทรงตัว
คือ การยืนให้นิ่ง เป็นการใช้ลำตัวตั้งแต่ศีรษะ ตลอดถึงปลายเท้าในท่าที่สวยงาม ไม่เอนไปทางใดทางหนึ่งขณะที่ยืน
เผ่นตัว
คือ กิริยาอาการทรงตัวชนิดหนึ่ง มาจากท่าก้าวเท้า แล้วส่งตัวขึ้น โดยการยกเข่าตึงเท้าหนึ่ง ยืนรับน้ำหนักอีกเท้าหนึ่งอยู่ข้างๆ
ดึงไหล่
คือ การรำหลังตึง หรือดันหลังขึ้น ไม่ปล่อยให้ไหล่ค่อม
กดไหล่
คือ กิริยากดไหล่โน้มตัวไปข้างใดข้างหนึ่ง ทำพร้อมกับการเอียงศีรษะ กดลงเฉพาะไหล่ ไม่ให้สะโพกเอียงไปด้วย
ตีไหล่คือ การกดไหล่ แล้วบิดไหล่ข้างที่กดไปข้างหลัง

กล่อมไหล่


คือ กดไหล่ แล้วบิดไหล่ข้างที่กดมาข้างหน้า


ยักตัว



ดึงเอว
คือ  กิริยาของลำตัวส่วนเกลียวหน้า ยักขึ้นลง ไหล่จะขึ้นลงตามไปด้วย แต่สะโพกอยู่คงที่ และลักคอด้วย

  คือ กิริยาของเอวด้านหลังตั้งขึ้นตรง ไม่หย่อนตัว


๕. ส่วนเข่าและขา
เหลี่ยม
คือ ลักษณะของเข่าที่แบะห่างกัน เมื่อก้าวเท้า พระต้องกันเข่าให้เหลี่ยมกว้าง ส่วนนางก้าวข้าง ต้องหลบเข่า ไม่ให้มีเหลี่ยม
จรดเท้าคือ อาการของเท้าข้างใดข้างหนึ่งที่วางอยู่ข้างหน้า น้ำหนักตัวจะอยู่ที่เท้าหลัง เท้าหน้าจะใช้เพียงปลายจมูกเท้า แตะเบาๆไว้กับพื้น (จมูกเท้า คือ บริเวณเนื้อโคนนิ้วเท้า)
แตะเท้าคือ การใช้ส่วนของจมูกเท้าแตะพื้น แล้ววิ่งหรือก้าว ขณะที่ก้าว ส่วนอื่นๆ ของเท้าถึงพื้นด้วย
ซอยเท้าคือ กิริยาที่ใช้จมูกเท้าวางกับพื้น ยกส้นเท้าน้อยๆ ทั้ง ๒ ข้าง แล้วย่ำซ้ายขวาถี่ๆ จะอยู่กับที่หรือเคลื่อนที่ก็ได้
ขยั่นเท้าคือ เหมือนซอยเท้า ต่างกันที่ขยั่นเท้าต้องไขว้เท้า แล้วทำกิริยาเหมือนซอยเท้า ถ้าขยั่นเคลื่อนที่ไปทางขวาก็ให้เท้าซ้ายอยู่หน้า ถ้าขยั่นเคลื่อนที่ไปทางซ้ายก็ให้เท้าขวาอยู่หน้า
ฉายเท้าคือ กิริยาที่ก้าวหน้า แล้วต้องการลากเท้าที่ก้าวมาพักไว้ข้างๆ ให้ใช้จมูกเท้าจรดพื้นไว้ เผยอส้นนิดหน่อย แล้วลากมาพักไว้ในลักษณะเหลื่อมเท้า โดยหันปลายเท้าที่ฉายมาให้อยู่ด้านข้าง
ประเท้าคือ อาการที่สืบเนื่องจากการจรดเท้า โดยยกจมูกเท้าขึ้น ใช้สันเท้าวางกับพื้น ย่อเข่าลงพร้อมทั้งแตะจมูกเท้าลงกับพื้น แล้วยกเท้าขึ้น
ตบเท้าคือ กิริยาของการใช้เท้าคล้ายกับประเท้า แต่ไม่ต้องยกเท้าขึ้น ห่มเข่าตามจังหวะที่ตบเท้าอยู่ตลอดเวลา
ยกเท้าคือ การยกเท้าขึ้นไว้ข้างหน้า เชิดปลายเท้าให้ตึง หักข้อเท้าเข้าหาลำขา ตัวพระกันเข่าออกไปข้างๆ ส่วนสูงระดับเข่าข้างที่ยืน ตัวนางไม่ต้องกันเข่า ส่วนสูงอยู่ต่ำกว่าเข่าข้างที่ยืน ชักส้นเท้าและเชิดปลายนิ้ว
ก้าวเท้า 
 ก้าวหน้า คือ การวางฝ่าเท้าลงบนพื้นข้างหน้า โดยวางส้นเท้าลงก่อน ตัวพระจะก้าวเฉียงไปข้างๆตัวเล็กน้อยเฉียงปลายเท้าไปทางนิ้วก้อย กันเข่าแบะให้ได้เหลี่ยม ส่วนตัวนางวางเท้าลงข้างหน้า ไม่ต้องกันเข่า ปลายเท้าเฉียงไปทางนิ้วก้อยเล็กน้อย
 ก้าวข้าง  คือ การวางเท้าไปข้างๆตัว ปลายเท้าเฉียงไปทางนิ้วก้อยมาก ถ้าเป็นตัวนาวต้องหลบเข่าตามไปด้วย
กระทุ้งคือ การวางเท้าไว้ข้างหลังด้วยจมูกเท้า แล้วใช้จมูกเท้ากระทุ้งลงกับพื้น แล้วกระดกขึ้น หรือยกไปข้างหน้า
กระเทาะคือ อาการของการใช้เท้าคล้ายกระทุ้ง แต่ไม่ต้องกระดกเท้า ใช้จมูกเท้ากระทุ้งเป็นจังหวะหลายๆ ครั้ง
กระดก 
กระดกหลัง  กระทุ้งเท้าแล้วถีบเข่าไปข้างหลังมากๆ ให้เข่าทั้งสองข้างแยกห่างจากกัน ให้ส้นเท้าชิดก้นมากที่สุด หักปลายเท้าลง ย่อเข่าที่ยืน ตัวพระต้องกันเข่าด้วย

กระดกเสี้ยว  คล้ายกระดกหลัง แต่เบี่ยงขามาข้างๆและไม่ต้องกระทุ้งเท้า มักทำเนื่องต่อจากการก้าวข้าง หรือท่านั่งกระดกเท้า

ชี้นิ้วคือ อาการนิ้วหัวแม่มือแตะปลายนิ้วก้อย นาง กลาง นิ้วชี้ตึง แยกห่างจากนิ้วอื่นๆระดับมืออยู่ในตำแหน่งต่างๆกัน แล้วแต่ความหมาย
ม้วนมือคือ การจีบหงายแล้วม้วนข้อมือ คลายจีบเป็นแบ คว่ำข้อมือ ตั้งปลายนิ้วขึ้น
สอดมือคือ การจีบคว่ำ แล้วสอดจีบขึ้น แบหงาย ปลายนิ้วลงล่าง แล้วพลิกข้อมือคว่ำ ตั้งปลายนิ้วขึ้น
สะบัดมือคือ ลักษณะมือจีบหงาย สะบัดนิ้วทั้งสี่ออกโดยเร็ว เป็นแบหงายให้ปลายนิ้วลงล่าง

ภาษาท่า  หมายถึง การสื่อความหมายหรือสื่อสารให้เข้าใจกัน โดยใช้กิริยาท่าทาง การรำในทางนาฏศิลป์ เรียกว่า รำบท หรือรำตีบท คือ การแสดงท่ารำแทนคำพูด รวมทั้งการแสดงอารมณ์ด้วย การรำบทเป็นการใช้ภาษาที่พัฒนามาจากท่าทางโดยธรรมชาติ ท่ารำที่ใช้ในการรำตีบท เช่น

ตัวเรา (ฉัน)- จีบหงายมือซ้าย กลางอก แนบตัว (จะต้องเป็นมือซ้ายเท่านั้น)
ตัวท่าน- (ระดับสูงกว่า) แบมือ ปลายนิ้วทั้งสี่ ชี้ไปที่บุคคลที่เราพูดด้วย มือสูงระดับอก
เธอ- (ระดับเท่ากัน) ชี้นิ้วไปยังบุคคลนั้น
เขา- ชี้ไปยังทิศที่คาดว่าเขาอยู่
ท่าน- แบมือ ตั้งปลายนิ้วขึ้น ยกมือสูงระดับวงบนข้างหน้าหรือซ้ายขวา
พระองค์- พนมมือ ตั้งสูงระดับศีรษะข้างซ้ายหรือขวา

พูด, กล่าว 

 

- ชี้ที่ปาก

- จีบมือที่ปากแล้วม้วนออกไป

กิน- ชี้ที่ปาก
ดู, เห็น- ชี้ที่ตา
ประสบ, พบ, เห็น- มือหนึ่งแบวงหน้า อีกมือหนึ่งแบคว่ำ ตึงแขนข้างลำตัวระดับเอว ก้าวเท้าชะงัก   (เท้าเดียวกับมือวงหน้า)
มองดู, หา,  เห็น- มือหนึ่งจีบหงายที่ชายพก อีกมือหนึ่งจีบหลัง เอียงทางมือจีบหลัง (พระ ก้าวเท้าเดียวกับมือจีบหน้า  นาง ก้าวเท้าเดียวกับมือจีบหลัง)
เสาะหา, ค้นหา, มองหา- มือหนึ่งแบมือกดลง ยกมือสูงระดับหน้าผาก อีกมือหนึ่งแบหงายงอศอก   ระดับเอวข้างตัว (พระ ก้าวเท้ามือสูง  นาง ก้าวเท้ามือต่ำ)

ได้ยิน, ได้ฟัง

 

- ชี้ที่หู
- แบมือตั้งป้องหู
- ก้าวขวา เอียงขวา มือขวาแบวงล่าง มือซ้ายแบหงาย ตึงแขนข้างตัวระดับเอว
- ก้าวซ้าย เอียงซ้าย มือซ้ายแบวงล่าง มือขวาแบหงาย ตึงแขนข้างตัวระดับเอว
อยู่- แบสองมือ คว่ำช้อนกันข้างหน้าระดับเอว ห่างตัว 
รวม, ร่วม- แบสองมือ คว่ำข้างตัว แล้วรวมมือเข้าหากันข้างหน้า ขณะเดินมือค่อยๆ กดฝ่ามือลง จีบช้าๆ เมื่อมือรวมกัน 

ไป

- จีบหงาย ม้วนจีบคว่ำลง ม้วนมือออกไปปล่อยจีบ แบมือตั้งวงหน้า
- จีบหงาย ม้วนจีบคว่ำลง ม้วนมือออกไปปล่อยจีบ แบมือตั้งวงบนข้างตัว

มา

- แบมือตั้งวงพิเศษ กดฝ่ามือ ปาดเข้าหาตัว จีบช้าๆ
- แบตั้งสองมือข้างใดก็ได้ แล้วดึงมือไปตรงกันข้าม พร้อมทั้งกดฝ่ามือลง จีบช้าๆ
เรียกเข้ามาหา,กวักเรียก- แบตั้งวงหน้า กดฝ่ามือลงโดยเร็ว เป็นจีบคว่ำ
คอยหา- สองมือ เท้าเอว ยืนชะเง้อ
เชยชม, ขอ- มือแบหงายฝ่ามือ ระดับอก มือเดียวหรือ ๒ มือก็ได้

คิดถึง, รู้สึก, ชีวิต, จิตใจ

- จีบมือซ้าย กลางอก แนบตัว
- แบสองมือ ประทับซ้อนกัน กลางอก แนบตัว
ท่านทั้งหลาย- มือแบหงาย ผายออกจากข้างหน้า ไปข้างๆ
พร้อมใจ- แบสองมือ ประทับซ้อนกัน กลางอก แนบตัว
ช่วยเหลือ, ให้, อุทิศ- สองมือแบตะแคงข้างตัว กอบขึ้นข้างหน้า
สิ่งศักดิ์สิทธิ์, สิ่งที่เคารพ,
ชาติ, บ้านเมือง, คุณธรรม

- แบมือ ตั้งปลายนิ้วขึ้นสูงระดับหน้าผาก สับสันมือเบาๆ ไปข้างหน้า

ผ่องใส, ผ่องแผ้ว, เจริญ- จีบคว่ำ สูงระดับหน้าผาก โบกจีบออกไปข้างๆ พร้อมกับคลายจีบเป็นมือแบหงาย
รัก, เมตตา- แบมือทั้งสอง ประสานแขนไขว้กลางอก ปลายนิ้วแตะฐานไหล่
กล้าหาญ, ต่อสู้, ท้าทาย- มือซ้ายแบ ตั้งวงบน มือขวาแบคว่ำที่หน้าขาขวา ก้าวขวาแล้วเผ่นตัวขึ้น
อดทน, หนักแน่น, เข้มแข็ง- กำมือขวา ฟาดลงบนมือซ้าย ระดับเอว
เสียสละ, พลีชีพ, พ่ายแพ้, ตาย- มือทั้งสองแบหงาย ข้างหน้า ระดับเอว แล้วผายออกข้าง
เทิดทูน- มือทั้งสองแบหงาย ยกสูงระดับหน้าผาก มือห่างกัน ๑ คืบ ระดับต่างกันเล็กน้อย
ปฏิเสธ- มือแบตั้งปลายนิ้วขึ้น หันฝ่ามือไปข้างหน้า โบกปลายนิ้วเล็กน้อย
ชั่วร้าย, ไม่ดี- ฟาดนิ้วชี้ ลงข้างหน้า ระดับเอว ห่างตัว
อื่นๆ, ทั่วไป- ชี้นิ้วกวาดจากข้างหน้าไปข้างๆ