ประเภทของละครไทย
ละคร หมายถึง การแสดงประเภทหนึ่งซึ่งแสดงเรื่องราวความเป็นไปของชีวิตที่ปรากฏในวรรณกรรมมีศิลปะการ
แสดงและดนตรีเป็นสื่อสำคัญ
ครูดนตรีเป็นอาชีพที่ต้องสร้างแรงบันดาลใจให้นักเรียนเห็นคุณค่าและความสามารถของตนเองในการเรียนรู้ที่จะเล่นดนตรีให้เป็นให้ได้
ประเภทของละครไทย
ละคร หมายถึง การแสดงประเภทหนึ่งซึ่งแสดงเรื่องราวความเป็นไปของชีวิตที่ปรากฏในวรรณกรรมมีศิลปะการ
แสดงและดนตรีเป็นสื่อสำคัญ
https://www.youtube.com/watch?v=MQhLZfjHBag วิวัฒนาการโขน
https://www.youtube.com/watch?v=NyYD9OsPGis
https://www.youtube.com/watch?v=a0v05-5GJcA สารคดีเอกลักษณ์ไทย โขนตอน 1
https://www.youtube.com/watch?v=DJth0u4743c สารคดีเอกลักษณ์ไทย โขนตอน2
https://www.youtube.com/watch?v=RAMn18-e7UY สารคดีเอกลักษณ์ไทย โขนตอน3
https://www.youtube.com/watch?v=6YQGablctxA สารคดีเอกลักษณ์ไทย โขนตอน4
https://www.youtube.com/watch?v=f3iPz7Z1q20 โขนพระราชทาน ตอนพิเภกสวามิภักดิ์
https://sites.google.com/site/khon5752/taw-lakhr-fay-theph/taw-lakhr-phra เว็บไซท์เกี่ยวรายละเอียดโขนสำหรับนักเรียนที่สนใจเรียนรู้ลึกซึ้ง
https://www.youtube.com/watch?v=Dy2yZdKrWXE หนังใหญ่
https://www.youtube.com/watch?v=t8HRat3uSas โขน
https://www.youtube.com/watch?v=mxfI1NeBHwM หุ่นกระบอก
https://www.youtube.com/watch?v=nDV-tPQCzi8 หุ่นกระบอก
https://www.youtube.com/watch?v=ANFHldYihpk หุ่นละครเล็ก โจหลุยส์
https://www.youtube.com/watch?v=80bmfjjZZSs หุ่นหลวง
https://www.youtube.com/watch?v=Xoi1Q1J0e6E หุ่นวังหน้า
https://www.youtube.com/watch?v=oFwUrnjceMY ศิลปะจากหุ่นวังหน้า
เป็นการละเล่นมาแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา การแต่งตัวของผู้เล่นเหมือนกับระเบ็ง มือถือไม้กำพด คือ กระบองสั้น แต่มีด้ามยาว มีกลองประกอบการเล่น กลองใหญ่เหมือนกลองทัด หน้ากว้างประมาณ ๕๕ เซนติเมตร ผู้เล่นแบ่งออกเป็นกลุ่ม จะมีกี่กลุ่มก็ได้ กลุ่มละ ๔ คน กลุ่มหนึ่งมีกลองโมงครุ่ม ๑ ใบ อยู่ตรงกลางด้านหน้ามีผู้เล่น ๑ คน มายืนตรงหน้าคอยตีโหม่ง บอกท่าทาง ให้ผู้เล่นทำตามเมื่อผู้ตีโหม่งให้สัญญาณ ผู้เล่นเข้าประจำที่แล้ว คนตีโหม่งจะร้อง "อีหลัดถัดทา" และตีโหม่ง ๒ ที แล้วบอกท่าต่างๆ ผู้เล่นจะยักเอว ซ้ายที ขวาที จะร้อง "ถัดถัดท่า ถัดท่าท่าถัด" จนกว่าคนตีโหม่งจะให้สัญญาณเปลี่ยนท่า ผู้ตีโหม่ง จะรัวสัญญาณ ให้ผู้เล่นหยุดยืนอยู่กับที่ ด้วยวิธีร้องบอกว่า "โมงครุ่ม" ตีโหม่ง ๒ ที (มงๆ) ผู้เล่นจะใช้ไม้กำพดตีหนังกลอง ซ้ายที ขวาที (ดังครุ่มๆ) ผู้ตีโหม่งจะรัวสัญญาณให้ผู้เล่นหยุด แล้วบอกท่าใหม่ ท่าที่เล่นมีมากมายหลายท่า เช่น ท่าบัวตูม ท่าบัวบาน ท่าลมพัด ท่ามังกรฟาดหาง พระจันทร์ทรงกลด เมขลาล่อแก้ว รามสูรขว้างขวาน ฯลฯ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนริศรานุวัตติวงศ์ ทรงพระนิพนธ์ท่ารำโบราณไว้ในสาส์นสมเด็จ การเล่นแบบนี้บางท่านเรียก "อีหลัดถัดทา" ที่เรียกว่าโมงครุ่ม สันนิษฐานว่า คงจะเรียกชื่อตามเสียงโหม่ง และเสียงกลองที่ดัง
https://www.youtube.com/watch?v=kiZVoHNYkJg โมงครุ่มในงานสมโภช 150 ปี วัดราชบพิตฯ
https://youtu.be/nkbRAOQmC4g โมงครุ่ม
ระเบ็ง เป็นการละเล่นในชุดพระราชพิธีที่แปลกกว่าอย่างอื่น คือ แสดงเป็นเรื่องมาจากเทพนิยาย เนื้อร้องกล่าวถึง เทวดามาบอกให้บรรดากษัตริย์ร้อยเอ็ดเจ็ดพระนครไปเขาไกรลาส ระหว่างเดินทางก็เดินชมนกชมไม้ไป จนพบพระกาลมาขวางทางไว้ กษัตริย์เหล่านั้นไม่รู้จัก ก็ไล่ให้หลีกทางไป เงื้อธนูจะยิง พระกาลกริ้วมาก จึงสาปให้สลบ แล้วพระกาลเกิดสงสาร จึงถอนคำสาบให้ฟื้นดังเดิม แล้วขอร้องให้กลับเมืองดังเดิม กษัตริย์ก็เชื่อฟังกลับเมือง
การแต่งกาย ผู้เล่นเป็นกษัตริย์น้อยใหญ่ แต่งกายเหมือนกันทุกคน นุ่งสนับเพลา นุ่งผ้าเกี้ยว สวมเสื้อคอตั้งแขนยาว ปล่อยชายไว้นอกผ้านุ่ง มีผ้าคาดพุง ศีรษะสวมเทริด มือถือธนูผู้เล่นเป็นพระกาลแต่งกายได้ ๒ แบบ คือ เครื่องแต่งตัวเหมือนผู้เล่นเป็นกษัตริย์น้อยใหญ่ สวมเสื้อครุยทับ ศีรษะสวมลอมพอก (ชฎาเทวดาตลก สีขาว ยอดแหลมสูง) หรือแต่งตัวยืนเครื่อง ทรงเครื่องเหมือนกษัตริย์ในละครรำ แต่ไม่สวมเสื้อ การเล่นในสมัยก่อนใช้ฆ้อง ๓ ใบเถาเรียกว่า "ฆ้องระเบง" ตีรับท้ายคำร้องทุกๆ วรรค โดยตีลูกเสียงสูงมาหาต่ำ จากต่ำมาหาสูง ปรากฏในพระราชนิพนธ์โคลงดั้นเรื่อง "โสกันต์" ต่อมาใช้ปี่พาทย์บรรเลง เริ่มต้นจะบรรเลงเพลง "แทงวิสัย" ซึ่งเป็นจังหวะที่เหมาะกับการเต้นของผู้เล่นเป็นกษัตริย์น้อยใหญ่ ซึ่งจะมีจำนวนเท่าไรก็ได้ ให้พอกับเวที หรือสนามที่เล่น เมื่อเต้นไปสุดเวที ผู้เล่นที่อยู่หัวแถวจะร้องต้นบทว่า "โอละพ่อถวายบังคม" ผู้เล่นทั้งหมดจะร้องรับพร้อมๆ กันว่า "โอละพ่อถวายบังคม" ผู้เล่นทำท่าถวายบังคมไปด้วย เป็นการรำถวายบังคมพระเจ้าแผ่นดิน ต่อจากรำถวายบังคมแล้ว ผู้เล่นจะแปรแถวอย่างเป็นระเบียบ แล้วผู้เล่นก็ร้องบทต่อไป ลุกขึ้นเต้น ปากก็ร้องบทไปเรื่อยๆ เมื่อยกขาขวา จะทำท่าเอาลูกธนูตีลงไปบนคันธนู วางขาขวายกขาซ้าย เหยียดมือขวาออกไปข้างตัวจนสุดแขน เป็นท่าง้างธนู จนกระทั่งมาพบพระกาล
https://www.youtube.com/watch?v=vozvVSLy1QE ระเบ็ง
กุลาตีไม้
ในสมัยโบราณคงจะเล่นคู่กันกับ "โมงครุ่ม" เพราะการแต่งตัวเหมือนกัน ถือไม้กำพดเหมือนกัน ปัจจุบันแยกออกเป็นการละเล่น ๒ ชนิด คือ กุลาตีไม้ไม่มีดนตรีประกอบ ผู้เล่นจะแบ่งเป็นกลุ่มกี่กลุ่มก็ได้ ตามความเหมาะสมกับสถานที่ กลุ่มหนึ่งต้องมีจำนวนคู่ นั่งคุกเข่าหันหน้าเข้าหากัน ล้อมเป็นวงกลม วางไม้กำพตพาดทับกันไว้ตรงด้านหน้า เริ่มเล่นด้วยการร้อง แล้วตบมือให้เข้ากับจังหวะ แล้วจะหยิบไม้กำพตตีเป็นจังหวะ แล้วหันไปตีกับคนซ้ายและขวา แล้วลุกขึ้นยืนตีกันเป็นคู่ๆ ท่าที่ขยับย่าง และใช้ไม้กำพตตีกันจะเป็นไปตามจังหวะเพลงที่ร้อง ทำซ้ำๆ เรื่อยๆ ไปตอนจะเลิก ผู้เล่นตีกันเป็นคู่ๆ ออกไปจากสถานที่เล่น
บทร้องประกอบมีว่า
ศักดานุภาพล้ำ แดนไตร
สิทธิครูมอบให้ จึงแจ้ง
ฤทธาเชี่ยวชาญชัย เหตุใคร นาพ่อ
พระเดชพระคุณปกเกล้า ไพร่ฟ้าอยู่เย็น
https://www.youtube.com/watch?v=hM7yPjwbYbQ กุลาตีไม้
แทงวิไสย
เป็นการละเล่นที่ใช้เวลาไม่นานนักเพียงชั่วแห่ขบวนโสกันต์ ผู้เล่นแต่งตัวสวมเสื้อผ้ารุ่มร่าม ผัดหน้าติดหนวดเครา คล้ายตัวเสี้ยวกาง ของจีน ศีรษะสวมเทริด มือถือหอกหรือทวน ผู้เล่นจะใช้ปลายอาวุธแตะกันข้างบนบ้าง ข้างล่างบ้าง เต้นเวียนไปเวียนมา ซ้ายที ขวาที ตามทำนอง และจังหวะของปี่พาทย์ที่บรรเลงประกอบ เพลงนี้บางท่านว่า ชื่อเพลง "แทงวิไสย"
https://www.youtube.com/watch?v=xqR3lD6JeL0 แทงวิไสย
กระอั้วแทงควาย (บ้างเรียก กระตั้วแทงควาย)
กระอั้วแทงควายเป็นการเล่นของทวายหรือของพม่า มอญ มีผู้เล่น ๔ คน คำว่า "กระอั้ว" ไม่ใช่ภาษาไทย เป็นภาษาทวาย เป็นชื่อสามีของนาง "กะแอ"
ผู้เล่นชุดนี้มี ๔ คน คือ ตากระอั้ว นางกะแอ และความซึ่งใช้ผู้เล่น ๒ คน อยู่ในชุดควาย คือ เป็นตอนหัวควาย ๑ คน และตอนท้ายอีก ๑ คน ผู้เล่นเป็นกระอั้วใส่เสื้อกะเหรี่ยงยาวชายเสื้อคลุมถึงน่อง หัวใส่ลองเป็นเกล้าผมสูงถือหอกใหญ่ ใบกว้าง ทำด้วยกระดาษ ผู้ที่เล่นเป็นนางกะแอ แต่งตัวเป็นผู้หญิง ผัดหน้าขาวแต้มไฝเม็ดใหญ่ หัวสวมผมปีก นุ่งผ้าถุงใส่เสื้อเอวลอย ห่มผ้าแบสีแดงห้อยบ่า กระเดียดกระทาย ถือร่มในขณะเล่นใช้ร่มคอยค้ำควายไว้เพื่อป้องกันตัว
การดำเนินการแสดงไม่มีอะไรแสดงว่ายุ่งยากมาหนัก เพราะเป็นการเล่นสนุกๆ ให้เกิดความขบขันมากกว่าอย่างอื่น เป็นการแสดงการล่าควาย ในระหว่างที่แสดงก็ทำท่าขบขันต่าง ๆ เช่น การหลอกล่อ หลบหนีการไล่ติดตามระหว่างควายและตากระอั้ว ประกอบกับการทำท่าทางตกอกตกใจของนางกะแอจนผ้าห่มหลุดลุ่ย เป็นที่สนุกขบขันเฮฮา และท่าทางดีใจของสองผัวเมียเมื่อควายได้สำเร็จ เป็นต้น
https://www.youtube.com/watch?v=AjTNtXiJeQM กระอั้วแทงควาย
ปะเลง
เป็นการละเล่นของหลวงที่เก่าแก่มาก โดยเฉพาะใช้เป็นรำเบิกโรงผู้แสดงแต่งตัวเป็นเทวดาสวมหน้าศีรษะโล้น (ไม่มียอดแหลม) สองมือถือหางนกยูง มาร่ายรำตามขบวนเพลงต่างๆ รำประเลงนี้ก็เป็นวิธีหนึ่งที่เรียกว่าปัดรังควานขับไล่สิ่งอปมงคลให้หายไป นำสิริมงคลมาสู่โรงและผู้แสดง
https://www.youtube.com/watch?v=To9I7xNx7b0 ปะเลง
แบบทดสอบเก็บคะแนนหลังเรียน
https://docs.google.com/forms/d/1bVBXdnzDbV3zMu6JufmCyQoMA6my44hwG9qpV_DdeK4/edit
แบบทดสอบก่อนเรียน
https://docs.google.com/forms/d/1swqmFNxFKMx6ePX6Sk9VNcaM-L89cq950ceeSoBuYhc/edit
| ||
2.3 วงปี่พาทย์เครื่องใหญ่ เครื่องดนตรีในวงบรรเลงประกอบด้วย 1. ปี่ใน 2.ปี่นอก (ปัจจุบันไม่ค่อยได้ใช้) 3.ระนาดเอก 4.ระนาดทุ้มไม้ 5.ระนาดเอกเหล็ก 6.ระนาดทุ้มเหล็ก 7. ฆ้องวงใหญ่ 8.ฆ้องวงเล็ก 9.ตะโพน 10.กลองทัด 11.ฉิ่ง 12.ฉาบ 13.โหม่ง |
เป็นวงดนตรีที่ใช้ในงานอวมงคล(งานศพ) มีเครื่องดนตรีในวงเหมือนกับวงปี่พาทย์ไม้แข็งเพียงแต่เปลี่ยนมาใช้ปี่ชวาแทนปี่ใน ใช้กลองมลายู 1 คู่ เข้ามาร่วมบรรเลงด้วย เครื่องดนตรีในวงบรรเลงแบ่งได้ 3 ขนาด ดังนี้ 6.1 วงปี่พาทย์นางหงส์เครื่องห้า เครื่องดนตรีในวงบรรเลงประกอบด้วย 1.ปี่ชวา 2.ระนาดเอก 3.ฆ้องวงใหญ่ 4.ฆ้องวงเล็ก 5.กลองมลายู 6.ฉิ่ง 6.2 วงปี่พาทย์นางหงส์เครื่องคู่ เครื่องดนตรีในวงบรรเลงประกอบด้วย 1. ปี่ชวา 2. ระนาดเอก 3 ระนาดทุ้ม 4. ฆ้องวงใหญ่ 5. ฆ้องวงเล็ก 6.กลองมลายู 7. ฉาบเล็ก 8. ฉิ่ง 9.โหม่ง 10.ฉาบใหญ่ | |
6.3 วงปี่พาทย์นางหงส์เครื่องใหญ่ เครื่องดนตรีในวงบรรเลงประกอบด้วย 1ปี่ชวา 2.ระนาดเอก 3.ระนาดทุ้ม 4.ระนาดเอกเหล็ก 5.ระนาดทุ้มเหล็ก 6.ฆ้องวงใหญ่ 7.ฆ้องวงเล็ก 8.กลองมลายู, 9.ฉาบเล็ก 10.ฉาบใหญ่ 11.ฉิ่ง 12.โหม่ง | |
เป็นวงดนตรีที่ชาวมอญนำเครื่องดนตรีเข้ามา พร้อมกับการย้ายถิ่นฐานบ้านเรือน ต่อมาได้มีการพัฒนาเป็นวงปี่พาทย์มอญ โดยใช้หลักกของวงปี่พาทย์ไม้แข็งเป็นหลัก แต่ใช้เครื่องดนตรีของมอญตั้งอยู่ด้านหน้าของวง เช่น ฆ้องมอญ ปี่มอญ ตะโพนมอญ เปิงมางคอก ด้านหลังจะเป็นระนาดเอก ระนาดทุ้มดนตชิ้นอื่น ๆ ของวงปี่พาทย์(ไทย) เมื่อตั้งวงดนตรีแล้วจะเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน โอกาสที่ใช้ชาวมอญจะใช้บรรเลงทั้งงานมงคลและงานอวมงคล สำหรับชาวไทยจะใช้บรรเลงเฉพาะงานวมงคลเท่านั้น เครื่องดนตรีในวงบรรเลงของวงปี่พาทย์ แบ่งเป็น 3 ขนาด ดังนี้ |
7.1 ปี่พาทย์มอญเครื่องห้า เครื่องดนตรีในวงบรรเลง ประกอบด้วย 1. ฆ้องมอญวงใหญ่ 2. ระนาดเอก 3. ปี่มอญ 4 ตะโพนมอญ 5. เปิงมางคอก 6. ฉิ่ง 7.2 ปี่พาทย์มอญเครื่องคู่ เครื่องดนตรีในวงบรรเลงประกอบด้วย 1. ฆ้องมอญวงใหญ่ 2.ฆ้องมอญวงเล็ก 3. ระนาดเอก 4.ระนาดทุ้ม 5. ปี่มอญ 6. ตะโพนมอญ 7. เปิงมางคอก 8. โหม่ง 3 ลูก 9.ฉิ่ง 10. ฉาบเล็ก 11.ฉาบใหญ่ 12.กรับ 7.3 ปี่พาทย์มอญเครื่องใหญ่ เครื่องดนตรีในวงบรรเลงประกอบด้วย 1.ฆ้องมอญวงใหญ่ 2.ฆ้องมอญวงเล็ก 3.ระนาดเอก 4.ระนาดทุ้มไม้ 5.ระนาดเอกเหล็ก 6.ระนาดทุ้มเหล็ก 7.ปี่มอญ 8.ตะโพนมอญ, 9. เปิงมางคอก 10.โหม่ง 3 ลูก 11.ฉิ่ง 12.ฉาบเล็ก 13.ฉาบใหญ่ 14.กรับ |
วงมโหรีสมัยโบราณ (มโหรีเครื่องสี่)
1.วงมโหรีเครื่องสี่ มีผู้บรรเลงเพียง ๔ คน เท่านั้น คือ
1. คนสีซอสามสาย
2. คนดีดพิณ (กระจับปี่)
3.คนตีทับ (โทน)
4.คนร้องซึงตีกรับพวงด้วย
เครื่องดนตรีที่ทำหน้าที่ดำเนินทำนองคือ ซอสามสายกับพิณหรือกระจับปี่ ทับ ซึ่งในสมัยปัจจุบัน เรียกว่า โทน ทำหน้าที่กำกับจังหวะหน้าทับ เพื่อให้รู้ประโยคและทำนองเพลง ส่วนกรับพวงที่คนร้องตีนั้นกำกับจังหวะย่อย
วงมโหรีเครื่องหก
2.วงมโหรีเครื่องหก ต่อมาวงมโหรีได้เพิ่มเติมเครื่องดนตรีขึ้นมาอีก ๒ อย่าง และเปลี่ยนแปลงไปอย่างหนึ่งเป็นวงมโหรีเครื่องหก เพราะมีผู้บรรเลง ๖ คน คือซอสามสาย พิณหรือกระจับปี่ ทับหรือโทน รำมะนา (เพิ่มใหม่) ตีสอดสลับกับโทนหรือทับ ขลุ่ย (เพิ่มใหม่)ช่วยดำเนินทำนองเพลง และกรับพวงของเดิมเปลี่ยนมาเป็นฉิ่ง
วงมโหรีเครื่องแปด (สมัยรัตนกสินทร์ รัชกาลที่ 1 )
3.วงมโหรีเครื่องแปด ในสมัยรชกาลที่ 1 ได้ประสมเครื่องดนตรีอีก 2 เครื่องเพิ่มขึ้น คือ
1.ระนาดแก้ว
2.ระนาด(เอก)มโหรี ทำให้เสียงกังวาลขึ้น
วงมโหรี(เครื่องเดี่ยว)วงเล็ก
4.วงมโหรี(เครื่องเดี่ยว)วงเล็กวงมโหรีได้มีวิวัฒนาการ เพิ่มเติมเปลี่ยนแปลงมาโดยลำดับ ครั้งแรกได้เพิ่มฆ้องวงกับระนาดเอก ต่อมาจึงได้เพิ่มซอด้วง ซออู้ และขลุ่ย ส่วนพิณหรือกระจับปี่นั้น เป็นเครื่องดนตรีที่บรรเลงเมื่อยล้าเมื่อพบจะเข้ซึ่งเดิมเป็นเครื่องดนตรีของมอญเป็นเครื่องดนตรีที่วางบนพื้นราบและดีดเป็นเสียงเช่นเดียวกัน ทั้งนมที่บังคับเสียงเรียงลำดับก็ถี่พอสมควร สะดวกและคล่องแคล่วในการบรรเลงดีกว่าจึงนำจะเข้มาแทนพิณหรือกระจับปี่ ซึ่งนับเป็นวงมโหรีวงเล็กที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ส่วนหน้าที่ในการบรรเลงก็เป็นดังนี้ ซอสามสาย บรรเลงเป็นเสียงยาวโหยหวนบ้าง เก็บถี่ ๆบ้างตามทำนองเพลง และเป็นผู้คลอเสียงร้องด้วย
5.วงมโหรีเครื่องคู่ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์วงปี่พาทย์ได้เพิ่มระนาดทุ้มกับฆ้องวงเล็กกลายเป็นวงปี่พาทย์เครื่องคู่ วงมโหรีก็เพิ่มระนาดทุ้มกับฆ้องวงเล็กบ้าง ทั้งเพิ่มซอด้วง ซออู้ ขึ้นเป็นอย่างละ๒ คันจะเข้เพิ่มเป็น ๒ ตัว ขลุ่ยนั้นเดิมมีแต่ขลุ่ยเพียงออก็เพิ่ม ขลุ่ยหลิบ (เลาเล็ก) ขึ้นอีก ๑ เลา เหมือนในวงเครื่องสาย ส่วนซอสามสายก็เพิ่มซอสามสายหลิบ (คันเล็กและเสียงสูงกว่า) อีก ๑ คัน เครื่องประกอบจังหวะคงเดิม เรียกว่า วงมโหรีเครื่องคู่
6.วงมโหรีเครื่องใหญ่ ถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ วงปี่พาทย์ได้เพิ่มระนาดทุ้มกับระนาดเอกเหล็กขึ้นอีก ๒ ราง กลายเป็นวงปี่พาทย์เครื่องใหญ่ มโหรีจึงเลียนแบบ โดยเพิ่มระนาดทุ้มเหล็กขึ้นบ้าง ส่วนระนาดเอกเหล็กนั้นเปลี่ยนเป็นสร้างลูกระนาดด้วยทองเหลียง เพราะเทียบให้เสียงสูงไพเราะกว่าเหล็ก เรียกว่าระนาดทองรวมทั้งวงเรียกว่าวงมโหรีเครื่องใหญ่ ซึ่งได้ถือเป็นแบบปฏิบัติใช้บรรเลงมาจนปัจจุบันนี้ บรรดาเครื่องดนตรีต่าง ๆ ที่วงมโหรีได้เลียนแบบมาจากวงปี่พาทย์ คือ ระนาดเอกระนาดทุ้ม ระนาดเอกเหล็ก (เป็นระนาดทอง) ระนาดทุ้มเหล็ก (บางวงทำด้วยทองเหลืองเรียกว่า ระนาดทุ้มทองก็มี) ฆ้องวงใหญ่ และฆ้องวงเล็กนั้น ทุกสิ่งจะต้องย่อขนาดลดลงให้เล็กเพราะสมัยโบราณผู้บรรเลงมโหรีมีแต่สตรีทั้งนั้น จึงต้องลดขนาดลงให้พอเหมาะแก่กำลัง อีกประการหนึ่งการลดขนาดเครื่องตีเหล่านี้ลงก็เพื่อให้เสียงดังสมดุลกับเครื่องดนตรีประเภทดีดสี มิฉะนั้นเสียงจะกลบพวกเครื่องสายหมด
แบบทดสอบหลังเรียน
https://docs.google.com/forms/d/16Ez1Cb3IVtfwUp7AICvIuXBYmBtvEJevFGEsNl2lEX8/edit