วันอาทิตย์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2565

แบบทดสอบแก้ผลการเรียนทุกระดับชั้น




ม.1

ศิลปะพื้นฐาน เทอม ๑   ม.๑ ศ ๒๑๑๐๑

https://docs.google.com/forms/d/1LViZ6Ak7QjzPVoZxR2hZ8cm8j6S9sqdOrYSrWif89fo/edit

ศิลปะพื้นฐาน  เทอม  ๒     ม.๑  ศ ๒๑๑๐๒ 

https://docs.google.com/forms/d/1VK4woZ0ZU_kfQnmt9Vs6UocCM94ylbnlq1WYv3Km5Dk/edit

ศิลปะเพิ่มเติม เทอม 1 ม.1 ศ 21201

https://docs.google.com/forms/d/1yTDmGxOVp6Z4hdZkSoDjACIRjgXss51Dzw8BZ9Sui_Q/edit


ศิลปะเพิ่มเติม เทอม 2 ม.1 ศ 21202

https://docs.google.com/forms/d/1vN2-ToW_tIQznpDZ0Tf6CmD45jjF8SQINe5cEzCjmB0/edit


ม.4

สอบแก้ผลการเรียน วิชาศิลปะ 1     ม.4 ภาคเรียนที่ 1

https://docs.google.com/forms/d/15imywMiaxnwzTgBxLVbFtD1vTfnL2v-XswPSZwtMzBw/edit

สอบแก้ผลการเรียน วิชาศิลปะ 2     ม.4 ภาคเรียนที่ 2

https://docs.google.com/forms/d/13ENvUptN3zxq8gLr9CLVjXd3OgEiIx6hClJvVpnJ8Og/edit


ม.5

สอบแก้ผลการเรียน วิชาศิลปะ 3     ม.5   ภาคเรียนที่ 1

https://docs.google.com/forms/d/1PzuOu8nW9_A3AMLPMy8R19jUJBUqTENWsXzsacZ04lo/edit

สอบแก้ผลการเรียน วิชาศิลปะ 4     ม.5   ภาคเรียนที่ 2

https://docs.google.com/forms/d/1M9A0E1EQWltDhUoBz46CxJt3DKGQLZNuM33D7mEHubk/edit

 

ม.6

สอบแก้ผลการเรียน  วิชาศิลปะ 6 ศ 33101   ม.6 เทอม 1

https://docs.google.com/forms/d/1n_eLi4dYw_dLO9F-49zWfKIGNVwlhCI5z4zWonvMBKE/edit

สอบแก้ผลการเรียน  วิชาศิลปะ 6 ศ 33102   ม.6 เทอม 2

 https://docs.google.com/forms/d/1zW2ifNW2_O2cn6-UkOWHnX9NOdDusJcsLNlr5ofGXNQ/edit



วันอังคารที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565

การวาดเส้นหุ่นนิ่ง




 การวาดภาพหุ่นนิ่งนั้นนับว่าเป็นจุดเริ่มต้นพื้นฐานของการเริ่มวาดภาพ Drawing อย่างจริงจัง เนื่องจากเป็นการเริ่มฝึกขบวนการทั้งหมดที่จะพัฒนาไปสู่การวาดภาพประเภทอื่น ผลงานการฝึกวาดเส้นชิ้นแรก  ๆ ของชีวิตนักศึกษาศิลปะแทนทุกคนนั้นก็น่าจะเป็นภาพหุ่นนิ่ง  สามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม วงกลม  แทบทั้งสิ้น

ความหมายของหุ่นนิ่ง

 การวาดเส้นหุ่นนิ่ง (STILL – LIFE)  คือ สิ่งของเครื่องใช้ที่นำมาจัดขึ้น โดยขอบเขตของหุ่นไม่มากนักเป็นการจัดขึ้นเองภายในห้องในสมัยก่อน ศิลปินยุโรปให้ความสำคัญกับการวาดภาพหุ่นนิ่งเป็นเพียงภาพประกอบของภาพคน เพื่อแสดงฐานะของเจ้าของภาพเท่านั้น ภาพหุ่นนิ่งเริ่มมีความสำคัญตั้งแต่ ศต. 16 โดยเริ่มจากศิลปินสกุลดัตซ์ และอังกฤษ

ประเภทของหุ่นนิ่ง

 หุ่นนิ่งแบ่งออกเป็น 4 ประเภทคือ

1.       หุ่นนิ่งจากธรรมชาติ เช่น ดอกไม้ ผลไม้ ฯลฯ

2.       หุ่นนิ่งจากวัตถุสิ่งของ เช่น ขวดแก้ว ไห ฯลฯ

3.       หุ่นนิ่งจากรูปทรงทางวัฒนธรรม เช่น เครื่องแต่งกาย หัวโขน ฯลฯ

4.       หุ่นนิ่งจากวัตถุทางเทคโนโลยี เช่น โลหะ เครื่องจักรฯลฯ

การวาดภาพหุ่นนิ่งนั้นนับว่าเป็นจุดเริ่มต้นพื้นฐานของการเริ่มวาดภาพ Drawing อย่างจริงจัง เนื่องจากเป็นการเริ่มฝึกขบวนการทั้งหมดที่จะพัฒนาไปสู่การวาดภาพประเภทอื่น ผลงานการฝึกวาดเส้นชิ้นแรก  ๆ ของชีวิตนักศึกษาศิลปะแทนทุกคนนั้นก็น่าจะเป็นภาพหุ่นนิ่ง  สามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม วงกลม  แทบทั้งสิ้น

      เหตุใดจึงมีการบรรจุหลักสูตรการวาดภาพหุ่นนิ่งพื้นฐานของวิชาวาดเส้น   คำตอบนั้นน่าจะเป็นเพราะมีบางสิ่งที่มากกว่าการนำแค่สิ่งของมาตั้งไว้เฉย ๆ  แล้วให้วาดตามที่ตาเห็น

ขั้นตอนการวาดเส้นภาพหุ่นนิ่ง

การวาดภาพหุ่นนิ่งนั้น ต่างจากการวาดเส้นประเภทอื่นตรงที่การวาดเส้นหุ่นนิ่งผู้วาดไม่ต้องไปกังวลกับการเปลี่ยนแปลงหรือการเคลื่อนที่ของวัตถุ   แต่สิ่งที่ซ้อนอยู่ในกลุ่มวัตถุนั้นนั่นก็คือ  การรู้จักพื้นฐานในการเลือกมุมมอง  การรู้จักจัดองค์ประกอบการลงน้ำหนักแสงเงา  เพราะหากให้คน 10 คนวาดเส้นหุ่นนิ่งแบบเดียวกันก็เชื่อแน่ว่าจะได้ภาพนุ่นนิ่งออกมา 10 แบบ 10 อารมณ์เลยทีเดียว

 สำหรับผู้ที่เริ่มวาดภาพหุ่นนิ่งนั้นมีขั้นตอนการวาดดังนี้

 1.   กำหนดพื้นที่หรือขอบเขตทั้งหมดของหุ่นให้เหมาะสมกับหน้ากระดาษ

2.   กำหนดตำแหน่งของวัตถุภายในโดยให้มีวัตถุหลัก 1 ชิ้น ไว้คอยกำหนดสัดส่วนกับวัตถุชิ้นอื่น

3.   ร่างภาพคร่าวๆ

4.    ดูตำแหน่งสัดส่วนให้ถูกต้อง  ปรับปรุงแก้ไขโดยเปรียบเทียบกับวัตถุหลักว่าใหญ่ไป  เล็กไปหรือตำแหน่งสูงต่ำถูกต้องหรือไม่

5.   ให้น้ำหนักแสงเงาแบบรวมๆ ภาพหุ่นนิ่งนั้นมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับเรื่องของพื้นหลัง ฉะนั้นหากต้องการให้วัตถุโดยรวมเป็นน้ำหนักอ่อน พื้นหลังก็ควรจะเป็นน้ำหนักเข้ม หรือหากวัตถุเข้ม พื้นหลังก็ควรจะอ่อน  ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของเรื่องราวที่จะนำเสนอ  ดูว่าลงน้ำหนักไปแล้วงานดูมีบรรยากาศหรือไม่  เพื่อให้งานที่ออกมามีอารมณ์ความรู้สึก

6.    ขั้นตอนต่อมา  คือการเพิ่มรายละเอียดของวัตถุ แสงเงา

7.    ปรับปรุงแก้ไขจนภาพเสร็จสมบูรณ์

สรุป

  การวาดเส้นภาพหุ่นนิ่งโดยเฉพาะการวาดเส้น เป็นการเริ่มต้นในการฝึกทักษะของผู้ที่เรียนรู้ในขั้นเริ่มต้น      หุ่นนิ่งมีอยู่หลายประเภทขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้วาดที่ต้องการถ่ายทอดภาพที่มองเห็น  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของวัตถุธรรมชาติหรือวัตถุที่มนุษย์สร้างขึ้นการวาดเส้นหุ่นนิ่งที่ดีนั้นผู้วาดจึงจำเป็นต้องศึกษาให้เข้าใจถึงคุณสมบัติเฉพาะตัวของหุ่นนิ่งต้นแบบ ที่จัดวางไว้ว่าหุ่นนิ่งแต่ละประเภทว่ามีความแตกต่างทางกายภาพภายนอกของความเป็นวัตถุนั้น ๆ อย่างไรบ้าง นอกจากสิ่งที่ได้กล่าวไปแล้วนั้น องค์ประกอบสำคัญในการจัดวางหุ่นก็เป็นสิ่งสำคัญอันจะขาดเสียไม่ได้     เพราะเป็นส่วนหนึ่งของหลักสุนทรียะภาพที่จะเกิดขึ้นในงานนั้น ๆ

                ด้วยเหตุนี้ ผู้เริ่มเรียนรู้ขั้นแรกจึงควรให้ความสำคัญในการฝึกทักษะของการวาดเส้นหุ่นนิ่งให้ชำนาญเพื่อเป็นพื้นฐานขั้นต้นของการวาดเส้นในลำดับต่อไป

https://www.youtube.com/watch?v=sqh3kU91IR0  เทคนิคการวาดภาพหุ่นนิ่ง

https://www.youtube.com/watch?v=PUefi5lNZQs การวาดภาพนิ่งแอปเปิ้ล

https://www.youtube.com/watch?v=zwyYvdDDLj0  ภาพหุ่นนิ่งสีน้ำแอปเปิ้ล

วันพุธที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565

ประวัติศิลปินไทยสมัยใหม่ (ขรัวอินโข่ง)

 



ขรัวอินโข่ง มีชีวิตอยู่ในสมัยรัชกาลที่ 3-4 ศิลปินผู้ได้รับการยกย่องเป็นจิตรกรเอกประจำรัชกาลที่ 4 แห่งสมัยรัตนโกสินทร์ เป็นศิลปินในสมณเพศ ศิลปินไทยคนแรกที่ใช้เทคนิคการเขียนภาพฝาผนังแบบตะวันตกที่แสดงปริมาตรใกล้ไกล นับเป็นศิลปินก้าวหน้าแห่งยุคที่ผสมผสานแนวดำเนินชีวิตแบบไทยกับตะวันตกเข้าด้วยกัน ซึ่งสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงยกย่องว่า ขรัวอินโข่งเป็นช่างเขียนไม่มีตัวสู้ในสมัยนั้น

ในระยะแรกขรัวอินโข่งยังยึดแนวความคิดแบบเดิม คือวาด ภาพเกี่ยวกับพุทธศาสนาตามคตินิยม ภายหลังจึงเปลี่ยนเป็นเขียนภาพเรื่องราวเกี่ยวเนื่องในพระพุทธศาสนา จนกระทั่งหลุดพ้นมาเป็นงานในรูปแบบปริศนาธรรม ความสามารถพิเศษเฉพาะตัวคือการ วาดภาพธรรมชาติโดยเฉพาะต้นไม้ และการควบคุมอารมณ์ของสีในภาพให้มีความกลมกลืนและ เกี่ยวเนื่องกันโดยตลอด ผลงานที่สร้างชื่อเสียงคือภาพปริศนาธรรมที่ฝาผนังภายในพระอุโบสถ วัดบวรนิเวศและวัดบรมนิวาส

ชีวิตในวัยเด็กของขรัวอินโข่งไม่ปรากฏหลักฐานที่แน่ชัด รวมทั้งปีที่เกิด ทราบเพียงว่าขรัวอินโข่งเกิดที่ตำบลบางจาน อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรีในสมัยรัชกาลที่ 3 มีชื่อเดิมว่า "อิน" เดินทางเข้ามาบวชเป็นสามเณรที่กรุงเทพฯ แม้อายุเกินมากแล้วก็ยังไม่ยอมบวชพระจนถูกล้อเป็นเณรโค่ง แต่ในที่สุดสามเณรอินจึงได้ยอมบวชเป็นพระที่วัดราชบูรณะ (วัดเลียบ) ชื่อจึงสันนิษฐานกันว่ามาจากการถูกเรียกล้อว่า “อินโค่ง” ซึ่งสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงอธิบายว่า “โค่ง” กับ “โข่ง” แปลว่า “ใหญ่” ต่อมาโค่งเพี้ยนเป็น “โข่ง” จึงเรียกกันว่า “อินโข่ง” ส่วนคำว่า “ขรัว” ได้มาหลังจาก “พระอินโข่ง” มีพรรษาและทรงความรู้มากขึ้นจึงได้รับการเคารพนับถือเป็นพระอาจารย์ซึ่งเจ้านายสมัยนั้นนิยมเรียกว่า “ขรัว” คนทั่วไปจึงเรียกพระภิกษุอินว่า “ขรัวอินโข่ง” ถึงปัจจุบัน

การศึกษาด้านจิตรกรรม

ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าขรัวอินโข่งเรียนการเขียนภาพอย่างเป็นงานเป็นการจากที่ใดและเมื่อใด โดยเฉพาะในวัยเด็กและวัยหนุ่ม เข้าใจกันว่าอาศัยการมีพรสวรรค์และได้อาจได้หัดเขียนภาพแบบไทยกับช่างเขียนบางคนในสมัยนั้นจนเกิดความชำนาญขึ้น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวดติวงศ์ทรงเล่าว่า ขรัวอินโข่งเป็นพระที่ชอบเก็บตัวไม่ค่อยยอมรับแขก มักชอบปิดกุฏิใส่กุญแจให้คนเห็นว่าไม่อยู่เพื่อใช้เวลาที่สงบทำสมาธิวางแนวเรื่องเพื่อใช้สำหรับเขียนภาพฝาผนังโบสถ์วิหารซึ่งในสมัยแรกๆ ยังคงเป็นภาพปริศนาธรรมแบบไทย

การพัฒนาเทคนิคการเขียนภาพแบบตะวันตก

จากการสันนิษฐานเช่นเดียวกันว่า อิทธิพลของตะวันตกที่เริ่มหลั่งไหลเข้ามามากตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 จึงมีการเร่งรัดพัฒนาประเทศเป็นแบบตะวันตกมากขึ้นทั้งด้านวัฒนธรรมและวิทยาการ ซึ่งรวมถึงรูปแบบศิลปะแบบตะวันตกจากทั้งยุโรปและอเมริกา เชื่อกันว่าขรัวอินโข่งเป็นศิลปินที่มีความคิดสร้างสรรค์ที่แหวกแนวจากรูปแบบประเพณีเดิมอยู่แล้ว จึงกล้ารับเทคนิคแบบตะวันตกมาประยุกต์ด้วยตนเอง อย่างไรก็ดี ในระยะแรก ขรัวอินโข่งยังคงเขียนภาพจิตรกรรมไทยเป็นแบบดั้งเดิม โดยเขียนภาพเกี่ยวกับชาดกและพระพุทธศาสนาเป็นภาพแบบ 2 มิติ เช่น ภาพยักษ์ หน้าลิง ภาพวาดที่วัดมหาสมณารามขรัวอินโข่งมีผลงานมากมาย แต่ยังไม่ปรากฏโดยชัดเจนว่ามีผู้ใด้จัดรวมรวมเป็นเอกสารไว้อย่างเป็นระบบมีหมายเลขกำกับเฉพาะและครบถ้วน พิสิฐ (2545) กล่าวไว้ว่ามีบันทึกผลงานเท่าที่ปรากฏเป็นหลักฐานได้แก่

  • ภาพที่เก็บรักษาไว้ที่ที่หอสมุดแห่งชาติ กรุงเทพฯ
  • พิพิธภัณฑ์หอศิลปแห่งชาติ
  • ภาพวาดในพระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร
    • ภาพวาดที่เสาและภาพวาดเหนือช่องหน้าต่าง เป็นภาพปริศนาธรรม ส่วนภาพวาดระหว่างช่องหน้าต่างเป็นเรื่องเกี่ยวกับกิจวัตรของพระสงฆ์ หรือเทศกาลงานบุญเนื่องในพุทธศาสนา ที่เสาพระอุโบสถซึ่งระบายพื้นเสาเป็นสีต่าง ๆ แสดงปริศนาธรรม อันเปรียบด้วยน้ำใจคน 6 ประเภทที่เรียก ฉฬาภิชาติ
  • วัดพระศรีรัตนศาสดาราม
    • ภาพเขียนประกอบสุภาษิตคำพังเพยในพระอุโบสถ ทางซ้ายมือเป็นภาพเขียนเรื่อง อลีนวิตชาดก (เรื่องพระยาเผือก) และภาพสุภาษิตต่าง ๆ ที่บานหน้าต่างพระอุโบสถ
    • ภาพวาดพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ในหอราชกรมานุสรและหอราชพงศานุสร (สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 เป็นหอพระขนาบพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม) ข้างละห้อง หอพระหลังนี้เป็นหลังข้างเหนือ เป็นที่ไว้พระพุทธรูปปางต่าง ๆ ซึ่งทรงพระราชอุทิศถวายพระเจ้าแผ่นดินครั้งกรุงเก่า
  • ภาพวาดในพระอุโบสถวัดบรมนิวาส กรุงเทพฯ
  • ภาพวาดในพระอุโบสถวัดมหาสมณาราม เพชรบุรีเมื่อรัชกาลที่ 4 โปรดฯ ให้ปฏิสังขรณ์วัดมหาสมณารามแล้ว ก็โปรดฯ ให้ขรัวอินโข่ง วาดภาพจิตรกรรมฝาผนัง นับเป็นภาพวาดแห่งเดียวในเมืองเพชรบุรี ประกอบด้วย
  • ในพระอุโบสถวัดบรมนิวาส กรุงเทพฯ
    • ภาพผนังและภาพเหนือช่องหน้าต่างเป็นภาพปริศนาธรรม
    • ภาพวาดระหว่างช่องหน้าต่างเป็นภาพประเพณีทางพุทธศาสนาของคนไทย
  • ภาพวาดที่มณฑปพระพุทธบาท วัดพระงาม อยุธยา ภาพส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นภาพไทยผสมเทคนิคการเขียนธรรมชาติแบบยุโรปซึ่งเป็นภาพอันให้อารมณ์ประทับใจ (งานชิ้นเยี่ยมที่สุดชิ้นหนึ่งของขรัวอินโข่ง)
    • เพุทธประวัติบนผนังภายในมณฑปเหนือซุ้มโค้ง

และหอราชกรมานุสร

สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ตรัสเล่าประทานหม่อมราชวงศ์สุมนชาติ สวัสดิกุลว่า

"…เป็นช่างเขียนไทยคนแรกที่มีความรู้ไม่แต่เขียนได้ตามแบบโบราณเท่านั้น ยังเขียนได้ตามแบบฝรั่งสมัยใหม่ได้ด้วย เป็นการแสดงความก้าวหน้าในทางเขียนรูปของไทย รูปภาพต่าง ๆ ที่ขรัวอินโข่งเขียนนั้นมีเงา เป็นการเขียนที่มีชีวิตจิตใจผิดกับนักเขียนไทยคนอื่นๆ เคยโปรดฯ ให้เขียนรูปต่างๆ เป็นฝรั่งๆ ไว้ที่พระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหารรูปพวกนี้เป็นพวกแรกๆ ของขรัวอินโข่ง ต่อมาเขียนรูปพระนเรศวรชนช้างไว้ในหอราชกรมานุสรหลังพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดารามฝีมือดีนัก ในพระอุโบสถเขียนไว้ที่ห้องพระยาช้างเผือก กับเขียนรูปภาพประกอบโคลงสุภาษิตต่างๆ ภาพเหล่านี้เขียนเมื่อตอนแก่ ได้เคยพบเห็นด้วยตนเอง ผมแกขาวเป็นดอกเลา ภาพเหล่านี้อยู่ตามหน้าต่าง และประตูในพระอุโบถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ฝีมือพระอาจารย์อินโข่งในพิพิธภัณฑสถานยังมีอีกหลายรูป มีพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่เขียนจากพระองค์เอง เป็นต้น" (จากบทวรรณคดี ฉบับพฤศจิกายน 2495)

นอกจากนี้พระองค์ยังได้กล่าวถึงเทคนิคการเขียนภาพของขรัวอินโข่งว่า

"...ท่านเป็นช่างเขียนไทยที่คิดค้นหาวิธีเขียนภาพให้มีชีวิตจิตใจ เขียนได้เหมือนของจริงและนิยมใช้สีหม่น ๆ เช่น สีน้ำเงินปนเขียวเขียน ซึ่งถ้ามิได้เป็นช่างฝีมือดีจริงแล้วก็หาอาจทำให้ภาพงดงามได้ด้วยสี 2 สีนี้ไม่และเป็นคนแรกที่ได้เริ่มนำคตินิยมอันนี้มาเป็นศิลปะของไทย สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศฯ ตรัสไว้ว่า "ความนิยมเขียนอย่างฝรั่งนั้น พระอาจารย์อินโข่งเป็นผู้นำขึ้นในรัชกาลที่ 4" (จากวารสารศิลปากรปีที่ 6 เล่ม 7 หน้า 55) เพราะฉะนั้นจึงนับว่าพระอาจารย์อินโข่งเป็นจิตรกรเอกผู้หนึ่ง

น. ณ ปากน้ำ กล่าวถึงงานของขรัวอินโข่งว่า

"....ภาพต่าง ๆ ของขรัวอินโข่งเขียนไว้นุ่นนวล มีระยะใกล้ไกลถูกหลักเกณฑ์ทุกอย่างทั้งๆ ที่ขรัวอินโข่งไม่เคยเห็นภาพตัวจริงของฝรั่งเลย นอกจากมโนภาพที่ฝันไปเท่านั้น เป็นประจักษ์พยานว่า แม้คนไทยจะหันมาเขียนภาพเรียลลิสม์ (Realism) แบบฝรั่งก็สามารถเขียนได้ดีอย่างไม่มีที่ติ และไม่แพ้เขาเลย...."

เว็บไซต์ทางการเกี่ยวกับพระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวของ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้า ธนบุรี ในหัวข้อ “จิตรกรรม” กล่าวถึงอืทธิพลของภาพเขียนตะวันตกที่เริ่มเข้ามาในประเทศไทยในขณะนั้นไว้ว่า

“....ชาวตะวันตก ได้นำความรู้วิทยาการ ศิลปะ และวัฒนธรรมเข้ามาเผยแพร่ ทำให้ชีวิตและความนิยมในสังคมปรับตัวเปลี่ยนแปลงไปตามกาลสมัย จิตรกรรมไทยได้นำวิธีเขียนภาพแบบตะวันตกมาผสมผสาน โดยใช้กฎเกณฑ์ทัศนียวิทยา มีระยะใกล้-ไกล แสดงความลึกในแบบ 3 มิติ ตลอดจนการจัดองค์ประกอบให้บรรยากาศและสีสันประสานสัมพันธ์กับรูปแบบตัวภาพปราสาทราชวัง และเรื่องที่เกี่ยวกับคติทางพุทธศาสนา จึงนับว่าจิตรกรรมไทยแบบประเพณีแนวใหม่แสดงลักษณะศิลปะแบบอุดมคติ และศิลปะแบบเรียลลิสท์ ที่ประสานกลมกลืนเป็นเอกภาพขึ้นมีความสวยงาม...”

อิทธิพลสำคัญอีกประการหนึ่งอาจเกิดจากความคุ้นเคยของขรัวอินโข่งที่มีอยู่กับพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อครั้งดำรงพระยศเป็นสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้ามงกุฎระหว่างผนวชที่วัดราชาธิวาสวรวิหาร สืบเนื่องจากการที่ได้ทรงศึกษาพระพุทธศาสนาอย่างจริงจังจนได้ทรงตั้งธรรมยุตินิกายขึ้น ได้ทรงคิดแนวเรื่องปริศนาธรรมขึ้นแล้วโปรดเกล้าให้ขรัวอินโข่งเป็นผู้เขียนภาพประกอบ

อิทธิพลภาพเขียนแบบตะวันตกเชื่อกันว่าได้มาจากภาพพิมพ์ที่หมอสอนศาสนาหรือมิชชันนารีนำมาจากต่างประเทศ รวมทั้งภาพของยุโรปที่ส่งมาจำหน่ายแพร่หลายในเมืองไทยในสมัยนั้น ขรัวอินโข่งได้นำมาพัฒนาและประยุกต์ในงานจิตรกรรมไทยเป็นภาพทิวทัศน์แบบตะวันตกโดยใช้ตัวละครและสถานที่แบบตะวันตก เช่น ภาพปริศนาธรรมที่วัดบวรนิเวศวิหารและวัดบรมนิวาส

ลักษณะเฉพาะของภาพเขียนของขรัวอินโข่ง

งานจิตรกรรมไทยของขรัวอินโข่งในช่วงแรกยังคงเป็นแบบไทยดั้งเดิมดังได้กล่าวมาแล้ว ในระยะหลังแม้จะได้รับอิทธิพลวัฒนธรรมและศิลปะตะวันตกโดยเฉพาะด้านการเขียนภาพหรือจิตรกรรม ซึ่งใช้วิธีการเขียนภาพแบบตะวันตกที่ใช้แสงและเงาสร้างเป็นภาพ 3 มิติทำให้เห็นภาพมีความลึกได้รับแสงไม่เท่ากันตามจริง แต่ภาพไทยที่เขียนแบบตะวันตกของขรัวอินโข่งก็ยังคงลักษณะไทยไว้ได้โดยยังคงแสดงลักษณะท่าทางและความอ่อนช้อยที่เน้นท่าพิเศษแบบไทยดังปรากฏในภาพเขียนแบบไทยทั่วไป นอกจากนี้ขรัวอินโข่งยังแสดงความอัจฉริยะในการสร้างจินตนาการจากความคิดและความเชื่อของไทยที่ยังคงมีอยู่ในสมัยนั้น

นอกจากนั้น น. ณ ปากน้ำก็ยังได้อธิบายเปรียบเทียบงานของขรัวอินโข่งกับช่างเขียนมีชื่อชาวตะวันตกไว้อย่างน่า สนใจว่า

"....ภาพหนึ่งเป็นภาพชีวิตในหมู่บ้าน ผู้คนกำลังตักบาตรในตอนเช้า ไกลออกไปมีกระท่อม ซึ่งปลูกบนเนินใต้ต้นไม้ กลางทุ่งที่เจิ่งไปด้วยน้ำ แสดงถึงชีวิตที่สงบสันติ ชาวนาที่ขยันขันแข็งกำลังไถนาอยู่ นับว่าเป็นชีวิตที่ผาสุกน่าชื่นชม ถัดหมู่บ้านนี้ไปไม่ไกลนักมีอีกหมู่บ้านหนึ่ง ซึ่งในภาพแสดงให้เห็นความชุลมุนวุ่นวาย มีคนกลุ่มหนึ่งกำลังรุมตีกัน และบางคนก็ไล่ตีพระซึ่งวิ่งหนีทิ้งตาลปัตร ล้มลุกคลุกคลาน การเขียนด้วยวิธีนี้ทำให้นึกถึง ยอชโต ศิลปินของอิตาลี ซึ่งเน้นถึงปรัชญาของชีวิต เปรียบให้เห็นความดี ความเลว ให้เป็นคติธรรมที่ดีแก่คน ทั่ว ๆ ไป..."

วิยะดา ทองมิตร กล่าวถึงคุณค่าของผลงานของขรัวอินโข่งไว้ว่า

"....ขรัวอินโข่ง วาดภาพเหมือนจริง และด้วยวิธีวาดแบบทัศนียวิสัย 3 มิติ ทำให้ภาพเกิดความลึก การใช้สีแบบเอกรงค์ (monochrome) ที่ประสานกลมกลืนกัน ทำให้ภาพของขรัวอินโข่งมีบรรยากาศที่ชวนฝัน ทำให้ผู้ดูเกิดจินตนาการฝันเฟื่องตามไปด้วยไม่ว่าจะเป็นภาพวาดรูปต้นไม้ในป่า รูปต้นไม้และโขดเขาที่เพิงผาทางด้านผนังทิศเหนือ ด้านล่างที่มณฑป พระพุทธบาทวัดพระงามนั้นถึงจะไม่มีรูปบุคคลปรากฏอยู่ด้วยเลย แต่ภาพทั้งสองนี้ก็แลดูสวยด้วยธรรมชาติเพียงอย่างเดียว หรือภาพต้นสนที่เอนลู่ตามลมด้วยแรงพายุที่พัดอย่างแรงกล้านั้น ก็แลดูน่ากลัวสมจริงสมจังสัมพันธ์กับความน่ากลัวของภูตผีปีศาจที่มาขอส่วนบุญกับพระเจ้าพิมพิสาร… ภาพวาดทุกภาพของขรัวอินโข่ง แสดงให้เห็นถึงความประสานกลมกลืนของสีและบรรยากาศที่สลัว ๆ เสมือนกับทำให้ความคิดฝันที่ค่อนข้างเลือนลางนั้น ค่อย ๆ กระจ่างชัดในอารมณ์ รวมทั้งบรรยากาศที่อยู่ท่ามกลางขุนเขาและแมกไม้ที่ร่มครึ้ม ทำให้จิตใจเกิดจินตนาการคล้อยไปตามภาพที่ได้เห็น…เมื่อวาดภาพชีวิตทางยุโรป ขรัวอินโข่งจึงพยายามสร้างอารมณ์และบรรยากาศเป็นประเทศเมืองหนาว โดยใช้วิธีแบบทึมๆ”

เว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้า ธนบุรี เรื่องเดียวกันกล่าวถึงลักษณะเฉพาะในการเขียนภาพของขรัวอินโข่งไว้เช่นเดียวกันว่า

“......ขรัวอินโข่งเป็นจิตรกรหัวก้าวหน้า ผู้พัฒนาแนวทางจิตรกรรมไทยแบบประเพณี สร้างสรรค์งานจิตรกรรมฝาผนังในแนวความคิดใหม่ โดยนำเอารูปแบบจิตรกรรมตะวันตกที่เกี่ยวกับการจัดองค์ประกอบ ผู้คน การแต่งกาย ตึกรามบ้านเมือง ทิวทัศน์ การใช้สี แสงเงา บรรยากาศที่ให้ความรู้สึกในระยะและความลึกมาใช้อย่างสอดคล้องกับเรื่องที่ได้แสดงออกเกี่ยวกับคติและปริศนาธรรม...”

ขรัวอินโข่งเป็นจิตรกรไทยคนแรกที่เขียนภาพคนเหมือนแบบตะวันตก (Portrait) เป็นคนแรก โดยเขียนภาพเหมือนพระบรมสาทิสลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จากการศึกษาหลักฐานด้านประวัติศาสตร์จิตรกรรมของไทย ยังคงถือกันว่างานชิ้นนี้นับเป็นงานภาพคนเหมือนที่มีชื่อเสียงชิ้นแรกของประเทศไทย ปัจจุบันภาพเหมือนพระบรมสาทิสลักษณ์ฯ ดังกล่าวประดิษฐานอยู่ในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ

ภาพปริศนาธรรม

กล่าวกันว่าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อครั้งผนวชที่วัดราชาธิวาสวรวิหาร ได้ทรงคิดแนวเรื่องปริศนาธรรมขึ้นแล้วโปรดเกล้าให้ขรัวอินโข่งเป็นผู้เขียนภาพประกอบดังกล่าว พิสิฐ เจริญวงศ์ กล่าวถึงภาพปริศนาธรรมของขรัวอินโข่งไว้ในสารานุกรมประวัติศาสตร์ไทยเล่ม 2 ของราชบัณฑิตยสถาน (2545) ไว้ว่า

“ภาพปริศนาธรรมเป็นภาพที่คนชมต้องใช้ความคิดแปลความหมายให้ออก ไม่เหมือนภาพพุทธประวัติหรือชาดกต่างๆ ที่พุทธศาสนิกชนส่วนมากเข้าใจเรื่องอยู่แล้ว ตัวอย่างเช่น ภาพวาดบนผนังเหนือประตูหน้าต่างในพระอุโบสถวัดวัดบวรนิเวศวิหารทั้ง 16 ตอน ตอนแข่งม้าซึ่งแสดงอาคารในสนามแบบตะวันตก รวมทั้งผู้ชมและผู้ขี่เป็นชาวตะวันตก หมายถึงพระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นสารถีที่สามารถ เปรียบพระธรรมดังอุบายที่ใชฝึกม้า และพระสงฆ์เป็นเสมือนมาที่ฝึกมาดีแล้ว หรืออีกภาพหนึ่งเป็นภาพหมอรักษาคนดวงตาฝ้ามัว หมายถึงพระพุทธเจ้าเป็นหมอ ฝ้าคือโมหะและพระธรรมคืออุบายที่จะรักษาฝ้านั้นให้หายไป เพื่อให้ดวงตามองเห็นได้ชัดเจนแจ่มใส ภาพวาดตอนนี้ผสมกันระหว่างไทยกับตะวันตก กล่าวคือผู้คนและหมอเป็นฝรั่ง ข้างหลังเป็นอาคารแบบยุโรปเหมือนจริง แต่มีเทวดาซึ่งเป็นรูปแบบอย่างศิลปะไทยแบบความคิดหรืออุดมคตินิยมเหาะอยู่ข้างบน”

ผลงานของขรัวอินโข่ง


ขรัวอินโข่งมีผลงานมากมาย แต่ยังไม่ปรากฏโดยชัดเจนว่ามีผู้ใด้จัดรวมรวมเป็นเอกสารไว้อย่างเป็นระบบมีหมายเลขกำกับเฉพาะและครบถ้วน พิสิฐ (2545) กล่าวไว้ว่ามีบันทึกผลงานเท่าที่ปรากฏเป็นหลักฐานได้แก่

  • ภาพที่เก็บรักษาไว้ที่ที่หอสมุดแห่งชาติ กรุงเทพฯ
  • พิพิธภัณฑ์หอศิลปแห่งชาติ
  • ภาพวาดในพระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร
    • ภาพวาดที่เสาและภาพวาดเหนือช่องหน้าต่าง เป็นภาพปริศนาธรรม ส่วนภาพวาดระหว่างช่องหน้าต่างเป็นเรื่องเกี่ยวกับกิจวัตรของพระสงฆ์ หรือเทศกาลงานบุญเนื่องในพุทธศาสนา ที่เสาพระอุโบสถซึ่งระบายพื้นเสาเป็นสีต่าง ๆ แสดงปริศนาธรรม อันเปรียบด้วยน้ำใจคน 6 ประเภทที่เรียก ฉฬาภิชาติ
  • วัดพระศรีรัตนศาสดาราม
    • ภาพเขียนประกอบสุภาษิตคำพังเพยในพระอุโบสถ ทางซ้ายมือเป็นภาพเขียนเรื่อง อลีนวิตชาดก (เรื่องพระยาเผือก) และภาพสุภาษิตต่าง ๆ ที่บานหน้าต่างพระอุโบสถ
    • ภาพวาดพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ในหอราชกรมานุสรและหอราชพงศานุสร (สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 เป็นหอพระขนาบพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม) ข้างละห้อง หอพระหลังนี้เป็นหลังข้างเหนือ เป็นที่ไว้พระพุทธรูปปางต่าง ๆ ซึ่งทรงพระราชอุทิศถวายพระเจ้าแผ่นดินครั้งกรุงเก่า
  • ภาพวาดในพระอุโบสถวัดบรมนิวาส กรุงเทพฯ
  • ภาพวาดในพระอุโบสถวัดมหาสมณาราม เพชรบุรีเมื่อรัชกาลที่ 4 โปรดฯ ให้ปฏิสังขรณ์วัดมหาสมณารามแล้ว ก็โปรดฯ ให้ขรัวอินโข่ง วาดภาพจิตรกรรมฝาผนัง นับเป็นภาพวาดแห่งเดียวในเมืองเพชรบุรี ประกอบด้วย
  • ในพระอุโบสถวัดบรมนิวาส กรุงเทพฯ
    • ภาพผนังและภาพเหนือช่องหน้าต่างเป็นภาพปริศนาธรรม
    • ภาพวาดระหว่างช่องหน้าต่างเป็นภาพประเพณีทางพุทธศาสนาของคนไทย
  • ภาพวาดที่มณฑปพระพุทธบาท วัดพระงาม อยุธยา ภาพส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นภาพไทยผสมเทคนิคการเขียนธรรมชาติแบบยุโรปซึ่งเป็นภาพอันให้อารมณ์ประทับใจ (งานชิ้นเยี่ยมที่สุดชิ้นหนึ่งของขรัวอินโข่ง)
    • เพุทธประวัติบนผนังภายในมณฑปเหนือซุ้มโค้ง

    • ศิษย์ของขรัวอินโข่ง
    • โดยปกติแล้ว ขรัวอินโข่งผู้เป็นจิตกรคนสำคัญแห่งยุคย่อมต้องมีลูกศิษย์ที่เป็นลูกมือช่วยวาดภาพเป็นจำนวนไม่น้อย จึงสันนิษฐานว่าขรัวอินโข่งน่าจะมีศิษย์จำนวนมาก แต่ที่ได้เป็นจิตรกรมีชื่อเสียงเด่นได้รับการบันทึกไว้มีคนเดียว คือ พระครูกสิณสังวร วัดทองนพคุณ
  • ชีวิตบั้นปลายและมรณกรรม

  • ไม่มีผู้ใดทราบว่าชีวิตในบั้นปลายของขรัวอินโข่งเป็นอย่างไร และวันมรณภาพเป็นวันเดือนปีใด เมื่ออายุเท่าใดและโดยสาเหตุใด แต่เชื่อกันว่าครองสมณเพศตลอดชีวิต แต่เชื่อแน่ว่ามรณภาพในสมัยรัชกาลที่ 4 เนื่องจากไม่ปรากฏหลักฐานใดๆ เกี่ยวกับชีวิตและงานของขรัวอินโข่งเลยในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นที่หวังว่างานค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับศิลปินคนสำคัญยิ่งท่านหนึ่งของชาติในภายหน้าอาจให้ความกระจ่างในเรื่องนี้ได้


                                  


              ภาพศึกยุทธหัตถี  หอพระราชกรมานุสรณ์ วัดพระแก้ว

การฝึกวาดรูปด้วยตนเอง



https://www.youtube.com/watch?v=CzcklwypwbY    How to drawing


https://www.youtube.com/watch?v=MdUFZxOjaZQ&t=254s  การวาดภาพขั้นพื้นฐาน


https://www.youtube.com/watch?v=NIv66RamWE8  วาดภาพแอปเปิ้ลทีละขั้นตอน

วันอังคารที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2565

การอ่านโน้ตเสียงสั้น-ยาว


https://www.youtube.com/watch?v=jB6zz10A0wc ร้องโน้ตเพลงชาติ

สอบกลางภาคเรียนที่ 2/2564

แบบทดสอบเก็บคะแนนก่อนสอบกลางภาคเรียนที่ 2/2564

                                            การอ่านโน้ตเพลงชาติไทย


                                         https://www.youtube.com/watch?v=hER8XxUHkqQ 

                                   แบบฝึกหัดที่ ๓ การอ่านโน้ตในอัตราจังหวะ 4 4

วันพฤหัสบดีที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2564

 

การจัดนิทรรศการแสดงผลงาน

การจัดแสดงนิทรรศการศิลปะ จำเป็นต้องมีการวางแผนงาน เตรียมการ ดำเนินการ และวัดผลประเมินผลจนครบวงจร ซึ่งมีขั้นตอนการจัดนิทรรศการศิลปะโดยทั่วไป ดังนี้

1. การกำหนดวัตถุประสงค์และวางแผน ซึ่งนับเป็นการเริ่มต้นที่สำคัญที่สุด นั่นคือการเขียนโครงการจัดนิทรรศการ ซึ่งประกอบด้วยหลักการและเหตุผล (ประโยชน์และความจำเป็น) วัตถุประสงค์ เป้าหมาย (เชิงปริมาณและคุณภาพ) ขั้นตอนการดำเนินงาน ผู้รับผิดชอบ ระยะเวลา สถานที่ งบประมาณ การวัดผลประเมินผลและผลที่คาดว่าจะได้รับ (เมื่อสิ้นสุดโครงการ)

2. การแต่งตั้งคณะกรรมการจัดนิทรรศการ โดยมีตำแหน่งประธาน รองประธาน เลขานุการ และกรรมการฝ่ายต่างๆ เช่น ฝ่ายสถานที่ พิธีการ ต้อนรับ การเงิน ประชาสัมพันธ์ โสตทัศนูปกรณ์ เป็นต้น

3. การเตรียมผลงานศิลปะ หรือการสร้างสรรค์ผลงานเพื่อเตรียมจัดแสดง รวมทั้งการติดการ์ด หรือใส่กรอบผลงาน

4. การประชาสัมพันธ์ เป็นการเชิญชวนให้นักเรียน นักศึกษา และประชาชนไปร่วมชมนิทรรศการทั้งในรูปแบบของการจัดทำแผ่นพับ โปสเตอร์ บัตรเชิญ ป้ายประชาสัมพันธ์และเผยแพร่สื่อมวลชน

5. การเตรียมสถานที่และวัสดุอุปกรณ์ เป็นการจัดเตรียมสถานที่ แสง เสียง บอร์ดแสดงผลงาน ไม้ประดับ โต๊ะ เก้าอี้ ริบบิ้นเปิดงาน สมุดเซ็นเยี่ยม และวัสดุอุปกรณ์ อื่นๆ

6. การจัดงานและพิธีการ เป็นการจัดกำหนดการพิธีการ และดำเนินการเปิดงานแสดงนิทรรศการ เช่น จัดทำ กำหนดการ คำกล่าวรายงาน คำกล่าวเปิดการนำชม การแสดงและการสาธิตผลงาน เป็นต้น

7. การวัดผลประเมินผล เป็นขั้นสุดท้ายที่ต้องการทราบผลการจัดนิทรรศการว่าบรรลุผลตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายของโครงการหรือไม่ ซึ่งสามารถวิเคราะห์จากแบบสอบถามความคิดเห็นของผู้ชม จากสมุดเยี่ยมชม และจากที่ประชุมของคณะกรรมการ

วันพุธที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2564

ศึกษาแนวคิด วิธีสร้างสรรค์ผลงานทัศนศิลป์ระดับโลก




https://www.youtube.com/watch?v=k0m6MTpLTl4 

อิมเพรสชั่นนิสม์และการกำเนิด Modern Art



10 ศิลปินเอกของโลก





ภาพ"การพิพากษาครั้งสุดท้าย" โดย Michelangelo Buonarroti -หนึ่งในผลงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดต ตั้งแต่ปี 1534 ถึงปี ค.ศ. 1541 เมื่อเขาเป็นชายชราแล้ว  ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องลัทธิทางศาสนา แต่เป็นภัยพิบัติในระดับสากล สำหรับการตีความพระคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์ของเขาศิลปินได้รับการเคารพและถูกลงโทษในเวลาเดียวกันทั้งในช่วงชีวิตของเขาและหลายศตวรรษต่อมา

โบสถ์ Sistine

เพดานโบสถ์ซิสทีน (อิตาลี: Volta della Cappella Sistina) ซึ่งวาดโดย Michelangelo ระหว่างปีค. ศ. 1508 ถึง 1512 เป็นผลงานหลักที่สำคัญของศิลปะเรอเนสซองส์ชั้นสูง เพดานเป็นของโบสถ์ซิสทีนซึ่งเป็นโบสถ์ของพระสันตปาปาขนาดใหญ่ที่สร้างขึ้นภายในวาติกันระหว่างปีค. ศ. 1477 ถึง 1480 โดยสมเด็จพระสันตปาปาซิกตัสที่ 4 ซึ่งเป็นที่ตั้งของโบสถ์นี้ เป็นภาพวาดโดยคณะกรรมาธิการของสมเด็จพระสันตะปาปาจูเลียสที่ 2 โบสถ์เป็นที่ตั้งของพระสันตปาปาและสถานบริการสำคัญอื่น ๆ อีกมากมาย องค์ประกอบทาสีต่างๆของเพดานเป็นส่วนหนึ่งของรูปแบบการตกแต่งที่ใหญ่ขึ้นภายใน Chapel ซึ่งรวมถึงจิตรกรรมฝาผนังขนาดใหญ่ การพิพากษาครั้งสุดท้าย บนผนังวิหารโดย Michelangelo ภาพวาดฝาผนังโดยจิตรกรชั้นนำหลายคนในช่วงปลายศตวรรษที่ 15 ได้แก่ Sandro Botticelli, Domenico Ghirlandaio และ Pietro Perugino และพรมผืนใหญ่ของ Raphael ซึ่งแสดงให้เห็นถึงหลักคำสอนส่วนใหญ่ของคริสตจักรคาทอลิก . ส่วนกลางของการตกแต่งเพดานเป็นฉากเก้าฉากจากหนังสือปฐมกาลซึ่ง การสร้างอาดัม เป็นที่รู้จักกันดีโดยมีตำแหน่งที่โดดเด่นเทียบเท่ากับเลโอนาร์โดดาวินชีเท่านั้น Mona Lisaพระหัตถ์ของพระเจ้าและอดัมถูกสร้างขึ้นใหม่โดยเลียนแบบนับไม่ถ้วน การออกแบบที่ซับซ้อนประกอบด้วยตัวเลขหลายชุดทั้งแบบสวมเสื้อผ้าและภาพเปลือยซึ่งทำให้มิเกลันเจโลสามารถแสดงทักษะของเขาได้อย่างเต็มที่ในการสร้างท่าทางที่หลากหลายสำหรับร่างมนุษย์และได้จัดเตรียมหนังสือลวดลายที่มีอิทธิพลอย่างมากสำหรับศิลปินคนอื่น ๆ นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา .

 

............................

ภาพวาดปูนเปียก(Fresco )



Toreador Fresco
จิตรกรรมฝาผนังที่ได้รับการบูรณะจาก Palace at Knossos, Crete, c. 1550 bce ; ในพิพิธภัณฑ์โบราณคดีIráklionครีต ความสูง (รวมขอบ) 81 ซม.   SCALA / Art Resource นิวยอร์ก


การวาดภาพเฟรสโก (Fresco ) วิธีการวาดภาพสีน้ำบนปูนปลาสเตอร์ที่เพิ่งทาใหม่บนพื้นผิวผนัง สีซึ่งทำโดยการบดผงสีแห้งในน้ำบริสุทธิ์ให้แห้งและตั้งด้วยปูนปลาสเตอร์เพื่อให้กลายเป็นส่วนถาวรของผนัง การวาดภาพเฟรสโกเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการทำภาพจิตรกรรมฝาผนังเนื่องจากให้รูปแบบที่เป็นอนุสาวรีย์มีความทนทานและมีพื้นผิวด้านเป็นเทคนิคที่ทนทานที่สุดและประกอบด้วยกระบวนการต่อไปนี้ ปูนปลาสเตอร์ที่เตรียมไว้เป็นพิเศษสามชั้นต่อเนื่องกันทรายและบางครั้งฝุ่นหินอ่อนจะถูกเกาะติดกับผนัง ใช้เสื้อโค้ทหยาบสองตัวแรกและอนุญาตให้ตั้งค่า (แห้งและแข็งตัว) ในระหว่างนี้ศิลปินผู้สร้างการ์ตูนเต็มรูปแบบ (การวาดภาพเตรียมการ) ของภาพที่จะวาดได้โอนโครงร่างของการออกแบบลงบนผนังจากการลอกลายที่ทำจากการ์ตูน สุดท้ายเคลือบเรียบ (intonaco ) ของปูนปลาสเตอร์จะถูกเหยียบลงบนผนังให้มากที่สุดเท่าที่จะทาสีได้ในครั้งเดียว ขอบเขตของพื้นที่นี้ถูก จำกัด อย่างระมัดระวังตามเส้นชั้นความสูงเพื่อไม่ให้ขอบหรือรอยต่อของแต่ละส่วนที่ต่อเนื่องของการฉาบปูนสดไม่สามารถมองเห็นได้ ส่วนเหล่านี้เรียกว่าgiornateซึ่งเป็น "งานประจำวัน" จากนั้นการลอกลายจะถูกยึดไว้กับอินโทนาโคสดและวางเรียงรายอย่างระมัดระวังด้วยส่วนที่อยู่ติดกันของผนังทาสีและรูปทรงที่เกี่ยวข้องและเส้นภายในจะถูกลากลงบนปูนปลาสเตอร์สด ภาพวาดที่จาง ๆ แต่ถูกต้องนี้ทำหน้าที่เป็นแนวทางในการวาดภาพด้วยสีอินโทนาโคที่เตรียมอย่างถูกต้องจะเก็บความชื้นไว้ได้นานหลายชั่วโมง เมื่อจิตรกรเจือจางสีของเขาด้วยน้ำและใช้พู่กันกับปูนปลาสเตอร์สีจะซึมลงบนพื้นผิวและเมื่อผนังแห้งและเซ็ตตัวอนุภาคเม็ดสีจะถูกผูกหรือประสานพร้อมกับปูนขาวและอนุภาคทราย สิ่งนี้ช่วยให้สีมีความคงทนและทนทานต่อการเสื่อมสภาพได้ดีเนื่องจากเป็นส่วนสำคัญของพื้นผิวผนังแทนที่จะเป็นชั้นสีที่ซ้อนทับ ขนาดกลางของปูนเปียกทำให้ต้องใช้ทักษะทางเทคนิคของจิตรกรอย่างมากเนื่องจากเขาต้องทำงานให้เร็ว (ในขณะที่ปูนปลาสเตอร์เปียก) แต่ไม่สามารถแก้ไขข้อผิดพลาดโดยการทาสีทับได้ ต้องทาด้วยปูนปลาสเตอร์ใหม่หรือใช้วิธี secco

ต้นกำเนิดของภาพวาดปูนเปียกไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่ถูกใช้ในช่วงต้นของอารยธรรมมิโนอัน (ที่Knossosบนเกาะครีต) และโดยชาวโรมันโบราณ (ที่ปอมเปอี ) ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาอิตาลีเป็นช่วงเวลาที่ยิ่งใหญ่ของการวาดภาพปูนเปียกดังที่เห็นในผลงานของCimabue , Giotto , Masaccio , Fra Angelico , Correggioซึ่งชื่นชอบคำขวัญใน su ("จากด้านล่างสู่ด้านบน") _ เทคนิค - และจิตรกรอื่น ๆ อีกมากมายจาก ปลายศตวรรษที่ 13 ถึงกลางศตวรรษที่ 16 ภาพวาดของMichelangeloในSistine ChapelและRaphaelภาพจิตรกรรมฝาผนังสแตนซาในวาติกันเป็นภาพจิตรกรรมฝาผนังที่มีชื่อเสียงที่สุด โดยช่วงกลางศตวรรษที่ 16 แต่การใช้กลางแจ้งได้ส่วนใหญ่ถูกแทนที่ด้วยภาพวาดสีน้ำมัน เทคนิคนี้เป็นเวลาสั้น ๆ ฟื้นขึ้นมาในศตวรรษที่ 20 โดยดิเอโกริเวร่าและเม็กซิกัน muralists อื่น ๆ เช่นเดียวกับ ฟรานเชสเคล







กุสตาฟ คลิมต์ (Gustav Klimt) เป็นจิตรกรคนสำคัญในลัทธิสัญลักษณ์นิยมผู้มีผลงานเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร จุดเด่นในผลงานของเขาคือการใช้ลวดลายและการตกแต่งแบบอาร์ตนูโวกับการใช้แผ่นทองคำเปลวมาเป็นสีหลักในภาพได้อย่างลงตัว โดยเฉพาะในผลงานชิ้นเอกคือภาพ The Kiss ซึ่งเป็นภาพเขียนที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของเขา และภาพ Portrait of Adele Bloch-Bauer I ซึ่งมีชื่อเสียงไม่แพ้กันและมักถูกเรียกเป็น “โมนาลิซาแห่งออสเตรีย” ผลงานหลายชิ้นของเขาแฝงความหมายซ่อนปรัชญาความคิดเอาไว้อย่างน่าสนใจ คลิมต์เป็นศิลปินที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดอีกคนหนึ่งในยุคศิลปะสมัยใหม่




บทความโดย สุทัศน์ ยกส้าน
Gustav Klimt คือจิตรกรชาวออสเตรีย ผู้บุกเบิกศิลปะยุคใหม่ที่เน้นความมีเสน่ห์ เร่าร้อนของสตรี


Klimt เกิดเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม ค.ศ.1862 ที่เมือง Baumgarten ใกล้กรุงเวียนนาในออสเตรียเป็นบุตรชายคนที่ 2 ของครอบครัวที่มีทายาท 7 คน บิดาเป็นช่างแกะสลัก

ชีวิตในวัยเด็กของ Klimt ลำบากมากเพราะครอบครัวยากจนและการจ้างงานในสมัยนั้นมีน้อย เมื่ออายุ 14 ปี Klimt ได้เข้าศึกษาที่ Vienna School of Arts and Crafts เป็นเวลา 7 ปี เมื่อสำเร็จการศึกษา Klimt กับพี่ชายและเพื่อนได้รับงานตกแต่งเพดานและผนังของพิพิธภัณฑ์ ทั้งในออสเตรียและต่างประเทศ เช่นที่ ยูโกสลาเวีย เชโกสโลวาเกีย และเยอรมนี

เมื่ออายุ 26 ปี Klimt ได้รับเหรียญ Golden Order of Merit จากจักรพรรดิ Franz Josef ที่ 1 แห่งออสเตรียในฐานะผู้มีผลงานศิลปะดีเยี่ยม และได้รับเลือกเป็นสมาชิกกิตติมศักดิ์แห่งมหาวิทยาลัยมิวนิกและมหาวิทยาลัยเวียนนาด้วย

ในปี 1892 บิดาและพี่ชายของ Klimt เสียชีวิต เหตุการณ์นี้ทำให้ Klimt เสียใจและรู้สึกกังวลมาก เพราะต้องรับผิดชอบเป็นผู้นำครอบครัวแทนบิดาและรับภาระเลี้ยงดูครอบครัวของพี่ชายด้วย อาการซึมเศร้าทำให้ Klimt หมดความรู้สึกต้องการวาดภาพเป็นเวลานานถึง 5 ปี

จนกระทั่งอายุ 35 ปีจึงเริ่มหยิบแปรงวาดภาพอีก เมื่อ Klimt ได้รู้จัก Emilie Flöge ทั้งๆ ที่ Flöge รู้ดีว่า Klimt มีความสัมพันธ์กับสตรีอื่นอีกหลายคน แต่เธอก็ยินดีเป็นทั้งนางแบบ ชู้รัก และเพื่อนรักของ Klimt จนตลอดชีวิตของเขา

ในช่วงเวลานี้ ลีลาการวาดภาพของ Klimt ได้เปลี่ยนไปมาก หลังจากที่ได้เห็นภาพแนว Impressionism, Realism, Naturalism, Pointillism และ Symbolism ประสบการณ์เหล่านี้ ได้กระตุ้นให้ Klimt คิดสร้างศิลปะรูปแบบใหม่ที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวออสเตรียโดยเฉพาะ

หลังจากนั้นไม่นานคนออสเตรียก็เริ่มรู้จักภาพวาดสไตล์ Art Nouveau Klimt เป็นคนที่มีความรักชาติสูง ในปี 1897 เขาจึงจัดตั้งสมาคม Vienna Secession เพื่อรวบรวมภาพของศิลปินมือใหม่ที่เป็นชาวออสเตรียมาจัดแสดงและขาย รวมถึงดูแลผลประโยชน์ของบรรดาสมาชิก

โดยพยายามเชื่อมโยงจิตรกรกับประชาชนให้เข้าใจกันและกัน เมื่อรัฐบาลสนับสนุนโดยการมอบที่ดินให้จัดสร้างหอศิลป์ และสมาคมได้ออกนิตยสาร สมาคมจึงมีอิทธิพลและเกียรติมาก ผลงานนี้เองที่ทำให้ Klimt ได้รับเลือกเป็นนายกสมาคมคนแรก

ในขณะเดียวกัน Klimt ก็รับงานวาดภาพประดับเพดานห้องประชุมใหญ่ของมหาวิทยาลัยเวียนนาด้วย แต่ผลงานของเขาซื้อ Philosophy, Medicine and Jurisprudence ถูกมหาวิทยาลัยปฏิเสธที่จะรับเพราะมีส่วนที่สื่อความ “อนาจาร” ของสตรีเปลือย Klimt จึงลาออกจากการเป็นสมาชิกสมาคม

แล้วเริ่มชีวิตวาดภาพอย่างอิสระโดยใช้สีฝุ่น ทองคำเปลวและเงินเปลวในภาพ และจัดภาพในลักษณะที่ช่องว่างระหว่างรูปวาดมีความสำคัญพอๆ กับรูป อีกทั้งสีที่ใช้ก็เข้มและรุนแรงขึ้นดังภาพ Nuda Veritas ที่ Klimt วาดเมื่ออายุ 37 ปี เป็นภาพสตรีเปลือย ผมแดง ยืนถือกระจกส่องความจริง

เมื่ออายุ 45 ปี Klimt ได้รับเลือกเป็นสมาชิกกิตติมศักดิ์ของสถาบัน Vienna และ Munich Academy และเริ่มได้รับการยอมรับว่ามีอิทธิพลต่อจิตรกรออสเตรียรุ่นใหม่ๆ เช่น Kokoschka และ Schiele

Klimt ล้มป่วยด้วยโรคปอดบวม และเสียชีวิตด้วยโรคเส้นโลหิตในสมองแตกเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1917 ที่กรุงเวียนนา สิริอายุ 46 ปี

ทุกวันนี้โลกรู้จักภาพคนในแบบ mosaic ของ Klimt ดีพอๆ กับสูตร E=mc2 ของ Einstein และเพลงของ Beethoven โดยเฉพาะภาพ Judith and the Head of Holofernes ภาพ Portrait of Adele Bloch-Bauer I และภาพ The Kiss

สำหรับภาพ Adele Bloch-Bauer I นั้นถือกันว่าเป็นภาพ Mona Lisa ของออสเตรีย ส่วนภาพ The Kiss ที่ Klimt วาดในปี 1909 ก็ได้รับความนิยมนำไปติดประดับในหอพักนิสิต มหาวิทยาลัยในอเมริกายิ่งกว่าภาพ Sunflowers ของ van Gogh เสียอีก ในปี 2003 ภาพ Landhaus am Attersee ของ Klimt ถูกนำออกขายได้ในราคา 29.1 ล้านดอลลาร์

และเมื่อเดือนกรกฎาคม ค.ศ.2006 ภาพ Portrait of Adele Bloch-Bauer I ที่ Klimt วาดในปี 1907 ซึ่งเป็นภาพสตรีสวมเครื่องประดับทองคำและเพชรพลอยในลักษณะของราชินีอียิปต์ในอิริยาบถยืน และเตรียมตัวจะลงประทับในโลงศพ ได้ถูกนำออกประมูลขายได้ในราคา 135 ล้านดอลลาร์ (5,100 ล้านบาท) ราคานี้จึงทำให้เป็นภาพที่มีราคาแพงที่สุดในโลก

และเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน ปี 2005 หนังสือรวบรวมภาพของ Klimt ที่หนัก 5 กิโลกรัมก็ถูกสั่งจองหมดก่อนที่โรงพิมพ์จะพิมพ์เสียอีก สำหรับงานแสดงผลงานชอง Klimt ที่ Neue Galerie ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งจัดตั้งแต่ 12 ตุลาคม ปี 2005 จนถึง 30 มิถุนายน ปี 2006 สิถิติการเข้าชมได้แสดงให้เห็นว่าตั้งแต่แกลเลอรีเปิดแสดงมา 7 ปี ไม่มีศิลปินคนใดดึงดูดผู้คนได้มากเท่า Klimt เลย

เหตุใดผู้คนจึงหลงใหล Klimt คำตอบคือ Klimt เป็นจิตรกรเอตทัคคะผู้ถนัดการแสดงความงามที่เต็มด้วยเสน่ห์และความลึกลับของสตรี ภาพของ Klimt ไม่เป็นธรรมชาติร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะบางครั้งได้เน้นคุณลักษณะของสตรีบางประการเกินจริง และบางครั้งก็เน้นน้อยเกินไป ภาพที่มีชื่อเสียงมักมีฉากหลังเป็นลวดลายคล้ายปีกผีเสื้อหรือหางนกยูง

นอกจากนี้ภาพสตรีของ Klimt มักจะสื่อความรู้สึกของการมีเสรีภาพในการแสวงหากามรส ทั้งนี้เพราะ Klimt ชอบให้นางแบบนั่งนาน และนั่งโพสหลายครั้งในท่ายั่วยวนตามที่ Klimt กำหนด นางแบบหลายคนเป็นโสเภณีและสาวไฮโซ โอกาสเช่นนี้ทำให้เหล่าเธอสามารถมีสัมพันธ์กับ Klimt ได้ จนเป็นที่เลื่องลือว่า Klimt มีลูกถึง 14 คน

ขณะยังมีชีวิตอยู่และหลังจากเสียชีวิตไปแล้ว ศิลปะของ Klimt มีคนชื่นชอบมาก ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้นไม่มีใครเคยสนใจศิลปะของออสเตรียเลย จนเมื่อ Klimt นำ Art Nouveau ออกสู่สายตาชาวโลกเมื่อ 100 ปีก่อน ทุกคนก็ตระหนักว่าศิลปะสมัยใหม่แห่งเวียนนาหมายถึงภาพที่แสดงเสรีภาพทางเพศของสตรี

ความสนใจในภาพของ Klimt ได้พุ่งสูงโดยเฉพาะราว 4 ปีก่อนนี้ เมื่อพิพิธภัณฑ์ Belvedere ในเวียนนาถูกศาลสหรัฐฯ ตัดสินให้คืนภาพ 5 ภาพของ Klimt แก่ทายาทที่ถูกต้องตามกฎหมายของมหาเศรษฐีนักธุรกิจชาวออสเตรียเชื้อสายเชโกสโลวาเกียชื่อ Ferdinand Bloch-Bauer ภาพทั้ง 5 ภาพได้แก่ Beech woods (1903), Apple Tree (1911-1912), Houses in Unterach on the attersee (1906), Adele Bloch-Bauer I (1907) และภาพ Adele Bloch-Bauer II (1912)

โดยทายาทผู้นั้นคือ Maria Altmann ซึ่งพำนักอยู่ที่ลอสแองเจลิสในสหรัฐอเมริกา เพราะ Altmann อ้างว่า เมื่อ Ferdinand Bloch-Bauer หนีภัยนาซีออกจากออสเตรียในปี 1938 และเสียชีวิตที่สวิตเซอร์แลนด์ในปี 1945 นั้น Altmann

มีหลักฐานว่าได้ยกตึกอาคารและทุกสิ่งทุกอย่างในอาคารให้เธอกับพี่และน้องของเธอก่อนจะหนีไป โยไม่มีเวลาจัดการกับภาพที่สะสมไว้ ทำให้ภาพเหล่านี้ถูกทหารนาซีปล้นไปจากคฤหาสน์ เมื่อสงครามโลกสิ้นสุด รัฐบาลออสเตรียได้ภาพที่ถูกยึดไปกลับคืน

จากนั้น Ronald Lauder ผู้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ Neue Galerie ได้พยายามช่วย Altmann ต่อสู้นำภาพที่ Klimt วาดมาคืนให้ Altmann ซึ่งต้องใช้เวลานานกว่า 20 ปี และเมื่อเขาทำได้สำเร็จ Lauder ได้ซื้อภาพ Adele Bloch-Bauer I จาก Altmann ไปในราคา 135 ล้านเหรียญ

ณ วันนี้ ภาพของ Klimt อีกภาพหนึ่งที่ชื่อ Blooming Meadow ซึ่ง Leonard Lauder ผู้เป็นพี่ชายของ Ronald Lauder ได้ซื้อไว้ในปี 1983 ก็ถูก Georges Jorisch ผู้เป็นหลานของ Amalie Redlich อ้างว่า ภาพดังกล่าวได้ถูกปล้นไปจาก Amalie เมื่อทหารนาซีส่งเธอไปเข้าค่ายกักกันในโปแลนด์ และเธอได้เสียชีวิตที่นั่น

ทั้งๆ ที่ Jorisch มีหลักฐานต่างๆ สนับสนุน แต่ Leonard Lauder ได้ปฏิเสธข้ออ้างทุกประเด็นโดยให้เหตุผลว่า เขามีหลักฐานการเป็นเจ้าของภาพที่ถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ การฟ้องร้องและการต่อสู้เรื่องนี้คงต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะรู้ผลสุดท้าย

จะอย่างไรก็ตามเมื่อ Neue Galerie จัดงานแสดงภาพของ Klimt กว่า 120 ภาพในปี 2007 ภาพทั้งหมดเป็นภาพผู้หญิง เช่น ภาพเลสเบียนสองคนนอนเปลือยกายกอดกัน ภาพผู้หญิงกำลังสำเร็จความใคร่ ภาพสตรีมีครรภ์ และภาพสตรีที่มีฐานะสังคมเพราะได้สามีรวย

เช่น ภาพ Adele Bloch-Bauer I หญิงผู้มีสามีชื่อ Ferdinand Bloch-Bauer และขณะนั่งเป็นแบบเธอได้ลอบมีสัมพันธ์กับ Klimt แต่เมื่อ Klimt วาดภาพ Adele Bloch-Bauer II ในปี 1912 เสน่ห์ของเธอได้ลดลงไปมากแล้ว และนั่นก็หมายความว่าสัมพันธ์สวาทระหว่างคนทั้งสองก็ได้จางสิ้นไปแล้วด้วย

ถึงกระนั้น ภาพ Adele Bloch-Bauer I ก็ยังร่ายมนตราให้ผู้คนมาเยือน Neue Galerie ต่อไป เพราะเมื่อภาพถูกนำออกแสดงในสัปดาห์แรกของงานสถิติผู้เข้าชมได้เพิ่มขึ้น 25 เปอร์เซ็นต์ทันที