ครูดนตรี

ครูดนตรีเป็นอาชีพที่ต้องสร้างแรงบันดาลใจให้นักเรียนเห็นคุณค่าและความสามารถของตนเองในการเรียนรู้ที่จะเล่นดนตรีให้เป็นให้ได้

วันอาทิตย์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2565

รวม Link รวมแหล่งสืบค้น




https://sirindhornmusiclibrary.li.mahidol.ac.th/hall_of_fame/thai-musicians90/     ประวัติหลวงประดิษฐ์ไพเราะ (ศร ศิลปะบรรเลง)


https://sirindhornmusiclibrary.li.mahidol.ac.th/hall_of_fame/thai-musicians89/ ประวัติพระประดิษฐ์ไพเราะ (ครูมีแขก)

on กรกฎาคม 10, 2565 15 ความคิดเห็น:
ส่งอีเมลข้อมูลนี้BlogThis!แชร์ไปยัง Xแชร์ไปที่ Facebookแชร์ใน Pinterest

วันพุธที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2565

 โปสเตอร์ (poster) คือภาพขนาดใหญ่พิมพ์บนกระดาษ  ออกแบบเพื่อใช้ติดหรือแขวนบนผนังหรือกำแพง โปสเตอร์อาจจะเป็นภาพพิมพ์และ/หรือภาพเขียน หรืออาจจะเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งโดยเฉพาะ จุดประสงค์ก็เพื่อทำให้เตะตาผู้ดูและสื่อสารข้อมูล โปสเตอร์อาจจะใช้สอยได้หลายประการ แต่ส่วนใหญ่มักจะใช้ในการเผยแพร่เพื่อการประชาสัมพันธ์ โดยเฉพาะการโฆษณางานแสดงศิลปะ, งานดนตรี หรือภาพยนตร์, การโฆษณาชวนเชื่อ, หรือในการสื่อสารที่ต้องการสื่อสารความเชื่อต่อคนกลุ่มใหญ่

ประโยชน์ของโปสเตอร์อาจมีหลายจุดประสงค์ โดยส่วนมากจะเป็นเครื่องมือในการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นงานต่างๆ งานดนตรี ภาพยนตร์ และในบางครั้งก็ผลิตมาเพื่อใช้ในการศึกษา หรือเป็นสื่อการสอน

นอกจากนั้นโปสเตอร์ก็ยังใช้ในการพิมพ์ภาพจิตรกรรมของศิลปินคนสำคัญๆหรือภาพถ่าย เพื่อใช้ในการตกแต่ง ซึ่งกลายมาเป็นศิลปะการค้าที่ทำรายได้ดีให้ทั้งพิพิธภัณฑ์และบริษัทการค้าหรือร้านทางอินเทอร์เน็ต เช่นภาพเขียนของ โคลด โมเนท์ หรือ เลโอนาร์โด ดา วินชี หรืองานของช่างภาพอเมริกัน โรเบิร์ต เมเปิลธอร์พ (Robert Mapplethorpe)

งานศิลปะการสร้างโปสเตอร์เริ่มเมื่อราวคริสต์ศตวรรษ 1890 โดยจิตรกรชาวฝรั่งเศสและเผยแพร่ไปทั่วยุโรป ศิลปินคนสำคัญที่สุดที่ริเริ่มความนิยมในการสร้างโปสเตอร์ก็คือ อองรี เดอ ทูลูส-โลเทรค และ จูลส์ เชเรท์ (Jules Chéret) เชเรท์ถือกันว่าเป็นบิดาแห่งการโฆษณาด้วยป้าย

 คนส่วนใหญ่ที่สะสมโปสเตอร์ และโปสเตอร์ที่มีชื่อเสียง นักสะสมโปสเตอร์จะเก็บโปสเตอร์เก่าโดยมักจะใส่กรอบรูปและมีแผ่นรองหลังด้วย ขนาดโปสเตอร์ที่นิยมกันโดยทั่วไปอยู่ที่ 24x35 นิ้ว แต่โปสเตอร์ก็มีหลายขนาดหลากหลาย และโปสเตอร์ขนาดเล็กที่มีไว้โฆษณาจะเรียกว่า แฮนด์บิลล์ หรือ "ใบปลิว" (flyer)

    ข้อมูลในการผลิตงานพิมพ์โปสเตอร์.............  


·  รูปแบบและรายละเอียดของงานพิมพ์โปสเตอร์ 

งานพิมพ์โปสเตอร์จะมีรูปร่างเป็นกระดาษแผ่นเดียว กระดาษที่ใช้ไม่หนามาก การพิมพ์บนโปสเตอร์จะมีที่พิมพ์เพียงด้านเดียว 

 

·  ขนาดของงานพิมพ์โปสเตอร์ 

ขนาด  15”x 21”, 10.25”x 15”

         17”x 23.5”(A2), 11.75”x 17”(A3), 8.25”x 11.75”(A4)

          สำหรับขนาดอื่นที่มิได้กล่าวไว้ อาจทำให้มีการเสียเศษแผ่นพิมพ์ 

 

·  กระดาษที่ใช้สำหรับงานพิมพ์โปสเตอร์ 

กระดาษปอนด์ 100 แกรมขึ้นไป

กระดาษอาร์ตมัน/ด้าน 120 แกรมขึ้นไป

 

·  การพิมพ์และตกแต่งผิวบนของงานพิมพ์โปสเตอร์ 

มีการพิมพ์โปสเตอร์แบบ 1 สี 2 สี 3 สี 4 สี หรือมากกว่า จะใช้แม่สี 4 สี (CMYK) หรือสีพิเศษก็ได้ มักพิมพ์ด้วยระบบออฟเซ็ท ระบบอิ้งค์เจ็ทหรือระบบดิจิตอลพิมพ์หน้าเดียว

สามารถพิมพ์โปสเตอร์เคลือบ UV เคลือบพลาสติกเงา หรือเคลือบพลาสติกด้าน เคลือบ Spot UV ปั๊มนูน (Embossing) ปั๊มทองหรือฟิล์ม/ฟอยล์สีต่าง ๆ (Hot Stamping)


การแบ่งประเภทของโปสเตอร์

      โปสเตอร์สามารถแบ่งเป็นประเภทได้ดังนี้ 

          1. โปสเตอร์นอกสถานที่  

                     ได้แก่โปสเตอร์ขนาดใหญ่เรียกว่าบิลบอร์ด  (billboard)

          2. โปสเตอร์ประเภทเคลื่อนที่  

                    ได้แก่โปสเตอร์ติดตามข้างรถเมล์(bus-side),   

          3. โปสเตอร์ติดภายใน 

                    ได้แก่โปสเตอร์ติดตามสำนักงานหรือห้างสรรพสินค้า 

          4. โปสเตอร์ประเภท 3 มิติ

                   เป็นลักษณะสื่อผสม อาจนำคนเข้ามาผสม เน้นสื่อเพื่อสาธารณะโดยตรง หรือบิลบอร์ดที่มีส่วนยื่นออกมา


จุดประสงค์ของโปสเตอร์

จุดประสงค์ของโปสเตอร์โดยทั่วไปแล้วจะต้องแสดงหน้าที่และบทบาทต่อไปนี้คือ

1.นำสิ่งที่ผู้ต้องการโฆษณาออกมาเผยแพร่ให้สะดุดตาคน

2.ต้องสามารถสื่อสารเข้าสู่การรับรู้และการปลุกเร้าความสนใจของผู้พบเห็นให้ได้

3.ต้องสามารถเล่าเรื่องราวจากภาพให้ได้ เพื่อช่วยให้ผู้พบเห็นสามารถที่จะเข้าใจได้ในทันที แล้วเกิดการรับรู้และปลุกเร้าความสนใจต่อไป

4.ภาพในโปสเตอร์จะต้องมีลักษณะปลอดโปร่ง เน้นเฉพาะเรื่องที่จะโฆษณา ช่วยให้แลเห็นง่าย และที่สำคัญที่สุดก็คือ รายละเอียดและส่วนประกอบต่างๆ จะประสานกลมกลืนกันตามคุณค่าของศิลปะประยุกต์ (applied art) ด้วยเหตุนี้ ภาพโปสเตอร์จึงมิได้เป็นศิลปะในตัวของมันเอง

5.ต้องสามารถสะท้อนเรื่องราวที่จะโฆษณาออกมาให้ได้ทั้งทางสภาพสังคม  เศรษฐกิจ การเมืองและวัฒนธรรม เป็นต้น

 

องค์ประกอบของภาพโปสเตอร์โฆษณา 

1. รูปภาพ(Picture)

2. พาดหัว (Headline)

3. พาดหัวรอง (Sub Headline)

4. ประโยชน์หรือรายละเอียด (Body text)

5. ข้อความพิสูจน์กล่าวอ้าง (Proof)

6. ข้อความปิดท้าย (Closing)

7. ผู้รับผิดชอบ หรือ เจ้าของโปสเตอร์




1. รูปภาพ(Picture)

รูปภาพมีบทบาทและความสำคัญของการสื่อความหมายด้วยภาพมาก  ซึ่งสามารถจำแนกข้อเด่นได้ดังนี้

- สะดุดตา

- น่าสนใจ

- สื่อความหมาย

- ประทับใจ

 

2. พาดหัว (Headline)

ในการเขียนข้อความโฆษณา จำเป็นจะต้องมีพาดหัวเสมอเพราะพาดหัวเป็นส่วนที่เด่นที่สุดในประเภทของข้อ ความโฆษณา มีไว้เพื่อให้สะดุดตาสะดุดใจชวนให้ติดตามอ่านเรื่องราวต่อไป ลักษณะของพาดหัวที่ดี ควรจะมีขนาดตัวอักษรโตหรือเด่น  เป็นข้อความที่สั้น  กะทัดรัด ชวนให้น่าคดหรือน่าติดตามอ่านต่อไป

 

3. พาดหัวรอง (Sub Headline)

คือ ข้อความที่มีขนาดและความสำคัญรองลงมาจากพาดหัว หรือในกรณีที่พาดหัวเป็นประโยคยาว ๆ ทำให้ไม่เด่นไม่สะดุดตา อาจจะตัดทอนตอนใดตอนหนึ่งลงมาให้เป็นพาดหัวรองก็ได้ โดยลดให้ตัวอักษรมีขนาดรองลงมาจากพาดหัว ถ้าเป็นพาดหัวประเภทอยากรู้อยากเห็นหรือแบบฉงน ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ผู้อ่านสนเท่ห์หรือประหลาดใจ อาจจะต้องใช้พาดหัวรองทำหน้าที่ขยายความจากพาดหัวให้เข้าใจเพิ่มขึ้น

 

 4. ประโยชน์หรือรายละเอียด (Body text)

สำหรับสินค้าใหม่ที่ประชาชนยังไม่รู้ยังไม่เข้าใจประโยชน์ว่าใช้ทำอะไร ใช้อย่างไร หรือรู้จักแล้วแต่การโฆษณาต้องการเน้นให้ถึงประโยชน์เพื่อการจูงใจซื้อ  จึงควรชี้ให้เห็นว่าสินค้านี้ให้ประโยชน์คุ้มค่าอย่างไร แต่ถ้าเป็นสินค้าที่รู้จักกันดีโดยทั่วไป  อาจจะไม่จำเป็นต้องเน้นประโยชน์ก็ได้ เพื่อให้พื้นที่โฆษณาดูโปร่งตา ไม่รกไปด้วยข้อความ ซึ่งจะดูดีกว่าโฆษณาที่แน่นไปทั้งภาพด้วยเรื่องราวต่างๆ  เต็มพื้นที่

 

ประโยชน์อื่น  ๆ  หรือรายละเอียดเกี่ยวกับสินค้า

ถ้าสินค้ามีคุณสมบัติพิเศษ หรือมีประโยชน์เหนือกว่าสินค้าธรรมดาโดยทั่วไป  การเขียนข้อความโฆษณาจึงควรมีรายละเอียดส่วนนี้ไว้ด้วย เพื่อช่วยสร้างความสนใจเป็นพิเศษแก่ผู้อ่าน เช่น เครื่องดูดฝุ่น นอกจากใช้ดูดฝุ่นแล้วยังสามารถใช้เป่าลมได้อีกด้วย

 

 5. ข้อความพิสูจน์กล่าวอ้าง (Proof)

 

ข้อความส่วนนี้มีไว้เพื่อสร้างความเชื่อถือหรือช่วยให้เกิดความมั่นใจ ในสินค้า โดยมักจะอ้างอิงบุคคลที่สามารถอ้างอิงได้ตั้งแต่บุคคลธรรมดาทั่ว ๆ  ไปที่ใช้สินค้าหรือบริการ แต่ถ้าเป็นดาราหรือบุคคลที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับและรู้จักกันดีในสังคม  ก็จะได้รับความสนใจและได้รับความเชื่อถือเป็นพิเศษโดยเฉพาะคนเด่นคนดังใน สาขาอาชีพนั้นๆ เช่น นักกีฬาที่มีชื่อเสียงระดับชาติ หรือระดับโลก  โฆษณาสินค้าที่เกี่ยวกับกีฬาประเภทนั้นๆ ผู้มีชื่อเสียงเกี่ยวกับอาหารการกิน  แนะนำเรื่องอาหารหรือเกี่ยวกับอาหาร

 

6. ข้อความปิดท้าย (Closing)

ข้อความเป็นการจบโฆษณา โดยสรุปให้ทราบว่าผู้อ่านควรจะทำอย่างไร เช่นให้ตัดสินใจซื้อ ซื้อได้ที่ไหน ซื้อโดยวิธีใด ใคนเป็นผู้ผลิตหรือตัวแทนจำหน่าย และคำขวัญ ก็เป็นที่นิยมในส่วนข้อความปิดท้าย เป็นต้น

7. ผู้รับผิดชอบหรือเจ้าของโปสเตอร์

เขียนใน GotoKnow

 โดย อ. มนูญ ไชยสมบูรณ์
 
ใน การออกแบบสิ่งพิมพ์

เก็บมาจาก : http://www.supremeprint.net/index.php?lay=show&ac=article&Id=538763136 


 

บทความประกอบการเรียนรู้

การวิเคราะห์สื่อสิ่งพิมพ์ที่ได้รับรางวัล

โปสเตอร์ของภาพยนตร์เรื่อง  “ความสุขของกะทิ” จาก บริษัท สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล เป็นโปสเตอร์ที่ได้รับรางวัล Gold Award หรือรางวัลยอดเยี่ยมอันดับ 1 จากการประกวดโปสเตอร์ภาพยนตร์ไทยยอดเยี่ยม ในงาน “สวนดุสิต : ไทยมูฟวี่ โปสเตอร์ อวอร์ดส์ 2009”  โดยเป็นผลงานการออกแบบของ คุณฤกษ์ชัย ลิ้มทองคำ

ด้านการสื่อความหมาย
โปสเตอร์ “ความสุขของกะทิ” นับว่าเป็นภาพที่สื่อความหมายได้ดีมาก ใช้ตัวละครหลักในการสื่อความหมาย นั่นก็คือ “กะทิ” ซึ่งเป็นเด็กหญิงที่เป็นตัวละครหลักของภาพยนตร์เรื่องนี้ การใช้รูปของกะทิที่กำลังยิ้มอย่างมีความสุขนั้น สอดคล้องกับชื่อเรื่องภาพยนตร์ได้ดีมาก สามารถสื่อได้เลยว่าภาพยนตร์นี้มีชื่อเรื่องว่า “ความสุขของกะทิ” ซึ่งเป็นการออกแบบที่เรียบง่าย ผู้ที่ดูโปสเตอร์ก็จะสามารถเข้าใจความหมายที่เจ้าของผลงานต้องการจะสื่อออกมาได้ง่ายอีกด้วย

การออกแบบดีไซน์
ในด้านของการออกแบบ การใช้สีของภาพนี้ก็มีความเหมาะสม มองดูแล้วสบายตา เพราะสีที่ใช้จะอยู่ในโทนเดียวกัน จึงไม่ดูขัดตามากนัก ภาพพื้นหลังที่ใช้ก็ช่วยบ่งบอกถึงอารมณ์ของภาพได้ดี เมื่อดูแล้วเราก็จะรู้ได้ทันทีว่าภาพนี้ต้องการสื่อว่ามีความสุขมากเพียงใด สีของตัวอักษรตัดกับสีของพื้นหลังดี การออกแบบตัวอักษรดูสวยงาม แต่ถ้าออกแบบตัวอักษรแบบนี้ บางคนก็อาจจะไม่เข้าใจ หรืออ่านไม่ออกก็เป็นได้

โปสเตอร์ “ความสุขของกะทิ” เป็นโปสเตอร์ที่เรียบง่าย แต่มีความสวยงามสมบูรณ์แบบในตัวของมันเอง เพราะสามารถสื่อความหมายและดึงดูดผู้ชมให้เข้าใจถึงความสุขของกะทิ ที่ผู้ชมจะได้รับรู้เมื่อเข้าชมภาพยนตร์เรื่องนี้ นับว่าเป็นผลงานที่เหมาะสมกับตำแหน่งชนะเลิศจากการประกวดโปสเตอร์ภาพยนตร์ไทยยอดเยี่ยม ในงาน “สวนดุสิต : ไทยมูฟวี่ โปสเตอร์ อวอร์ดส์ 2009” มากค่ะ

เขียนโดย NonG'NB ที่ 04:59 
ส่งอีเมลข้อมูลนี้BlogThis!แชร์ไปที่ Twitterแชร์ไปที่ Facebookแชร์ใน Pinterest


วิเคราะห์การออกแบบสื่อสิ่งพิมพ์ (โปสเตอร์ "นาคปรก")

            โปสเตอร์ภาพยนตร์ หน้าปกนิตยสาร เนื้อใน แผ่นป้าย สื่อโฆษณาต่างๆ ย่อมต้องได้รับการออกแบบเพื่อให้ตรงกับจุดประสงค์ที่ต้องการ เมื่อมีผู้พบเห็นไม่ว่าจากการเดินผ่าน การแจก หรือจากสื่อทางระบบอินทอร์เน็ต ย่อมต้องมีความน่าอ่าน น่าสนใจเห็นแล้วรู้สึกสะดุดตา เกิดความน่าติดตาม น่ารับชม เพื่อดึงดูดบุคคลให้เข้ามาดู เกิดความประทับใจ       รวมถึงการตัดสินใจหรือการเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมทั้งทางด้านการกระทำและความคิดในด้านบวกกับผลิตภัณฑ์ หรือผลงานของผู้ออกแบบด้วย


นาคปรก หนังสะท้อนสังคมที่กล้าตีแผ่มุมมืดของศาสนา เป็นเรื่องของโจรใจบาป 3 คน คิดชั่วโดยการปล้นผ้าเหลือง เพื่อปลอมตัวเป็นพระในการค้นหาเงินก้อนโตที่หายไป ทำให้เกิดความแปดเปื้อนในศาสนา แต่ศาสนาก็สามารถขัดเกลาคนชั่วให้เป็นคนดีได้บ้าง เนื้อหามีฉากดราม่าจนต้องเสียน้ำตาในเรื่องของพระคุณของแม่อีกด้วย  นาคปรก ด้วยส่วนที่เป็นเนื้อหาของหนังที่มีความรุนแรง เกรงว่าเมื่อเข้าฉายแล้วอาจไม่เหมาะสมต่อประชาชน  แต่ในมุมมองของผม ไม่ว่าจะเป็นสื่อโทรทัศน์ สื่อภาพยนตร์                     สื่ออินเตอร์เน็ต มันเป็นแค่สื่อที่ถ่ายทอดให้คนได้รับรู้เท่านั้น แต่ในเรื่องของการปฏิบัติตัวย่อมขึ้นอยู่ในจิตใต้สำนึกของคนเรามากกว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้จึงรอคอยการเข้าสู่โรงภาพยนตร์อย่างเต็มตัวถึง 3 ปีเต็ม และเมื่อได้เข้าฉายอย่างเป็นทางการภาพยนต์เรื่องนี้ไม่มีการตัดออกแม้แต่ฉากเดียว กระแสตอบรับของภาพยนตร์ดีมากขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าการตัวอย่างหนังและโปสเตอร์ภาพยนตร์จะดูรุนแรงเพียงใดก็ตาม


หากถามว่าทำไมถึงชอบโปสเตอร์ภาพยนตร์เรื่อง นาคปรก คงตอบได้ว่าเมื่อเห็นแล้วรู้สึกว่ามันเกิดความน่าสนใจ เกิดความคิดที่ว่า เราต้องไปดูหนังเรื่องนี้ ห้ามพลาดโดยเด็ดขาด โปสเตอร์สื่อให้ผมสนใจว่า พระถึงใส่กุญแจมือ ทำไมถึงถือปืน ซึ่งเราเห็นและชินกับพระตั้งแต่เกิดว่าต้องอยู่ในวัด เดินบิณฑบาต ฟังเทศน์ ฟังธรรม สอนคนให้เป็นคนดี แล้วทำไมในโปสเตอร์ถึงขัดแย้งกับสิ่งที่เราเห็นมาตั้งแต่เกิด เมื่อเห็นโปสเตอร์แล้วผมคิดว่ามันต้องเป็นเรื่องราวที่แปลกใหม่ของวงการภาพยนตร์ไทยแน่ๆ โปสเตอร์นี้สามารถตอบสนองจุดประสงค์ที่จะสื่อความหมายได้เป็นอย่างดี มีความชัดเจนในภาพลักษณ์ที่ภาพยนตร์ต้องการจะสื่อ ชวนให้น่าติดตาม ซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกต้องของหลักการในการออกแบบโปสเตอร์เบื้องต้นครับ นี่แหละครับคือสาเหตุที่ผมชอบโปสเตอร์นี้ 


ในเรื่องของรูปภาพบนโปสเตอร์ มีการจัดวางรูปภาพได้เป็นอย่างดี เน้นแค่สีของจีวรพระเพียงจุดเดียว เพื่อจะสื่อให้เห็นชัดว่าเป็นเรื่องของศาสนา แต่การที่พระ ใส่กญแจมือ มีปืน และหน้าตาของนักแสดง มันทำให้เราคิดว่าเป็นการปล้นผ้าเหลือง เอาศาสนามาทำอ่ะไรในเรื่องไม่ดีหรือป่าว เป็นการใช้พร๊อบได้ดี ด้านซ้ายมือล่างเป็นวัดยิ่งชัดเจนเข้าไปใหญ่ว่าเป็นเรื่องของศาสนาแน่นอน ในเรื่องความสมดุลของภาพ มองแล้วเกิดความสบายตา ไม่รกรุงรัง แต่ในความรู้สึกของผมแล้วอยากให้แบล็คกราวด้านหลังของนักแสดงควรเป็นสีดำ เพราะสีดำอาจสื่อของคำว่าความชั่วได้มากกว่าสีขาว หรือด้านล่างก็ควรเป็นสีดำ อาจเปลี่ยนจากควันสีขาวเป็นควันสีดำน่าจะดีกว่าครับ อาจสรุปในหัวข้อรูปภาพได้ว่ามีความชัดเจนเล่นสีของสิ่งที่ต้องการจะสื่อได้ชัดเจน การวางรูปแบบวางได้ดี มีความสมดุล เกิดความสบายตาในการมองครับ

ในเรื่องตัวอักษร พร้อนคำว่า นาคปรก หามาได้เป็นอย่างดี ควรเป็นพร้อนไทย ซึ่งมีลักษณะแบบนี้ดีแล้ว เพราะหากเป็นพร้อนการ์ตูนคงดูแล้วขัดต่อภาพมากครับ ด้วยขนาดของโปสเตอร์แล้วคำว่า นาคปรก เน้นชัดเจนได้เป็นอย่างดี และสีก็ยังเข้ากับภาพรวมในโปสเตอร์อีกด้วย “ปล้นผ้าเหลืองอำพรางตัว ซ่อนความชั่วใต้ความดี” บทความที่ติดไว้บนโปสเตอร์เป็นบทความที่อ่านแล้วผมรู้สึกว่า มันดีอ่ะครับ มันเจ๋ง มันกินใจ ขนาดของตัวอักษร และการจัดวางในตำแหน่งของบทความก็สามารถทำได้ดีครับ รายชื่อของนักแสดงมุมบนขวา บอกไว้ 3 คน วันที่ฉาย ด้านล่างคำว่า นาคปรก ขนาดของตัวอักษรดีครับ เพราะเมื่อเมื่อคนมองผ่านไปมาต้องเห็นชื่อภาพยนตร์มาก่อนชื่อนักแสดง วันที่ฉาย หรือสปอนเซอร์ด้านล่างอยู่แล้วครับ ภาพรวมของตัวอักษรทั้งหมดในโปสเตอร์ภาพยนตร์นาคปรกนี้ มีการจัดวางตัวอักษร รูปแบบตัวอักษร ระยะห่างของตัวอักษร การใช้คำ การเน้นความชัดเจน อ่านสบายตา ได้เป็นอย่างดีครับ

ภาพรวมของโปสเตอร์ภาพยนตร์เรื่องนาคปรก เป็นการออกแบบโปสเตอร์ได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของภาพ การเน้นสีภาพเพื่อเกิดความโดดเด่น สีหน้านักแสดง การวางพร๊อบ รูปแบบตัวอักษร การเน้นสีตัวอักษร เป็นการออกแบบที่วางภาพ ตัวอักษร ได้อย่างสมดุล เมื่อมองเห็นแล้วเกิดความสบายตา หากมองลึกลงไปในตัวของเนื้อหา แน่นอนว่าโปสเตอร์ภาพยนตร์เรื่องนี้ต้องกระตุ้นให้ผู้พบเห็นเกิดความตัดสินใจไปชมภาพยนตร์เรื่องนี้อย่างแน่นอน เพราะทุกคนคงเห็น สงสัย และงงไปพร้อมๆกันว่า ทำไมพระถึงใส่กุญจมือ และมีปืน พร้อมกับประโยคที่ชวนคิดที่ว่า “ปล้นผ้าเหลืองอำพรางตัว ซ่อนความชั่วใต้ความดี” นี่แหละครับเป็นโปสเตอร์ที่ผมชอบ และแน่นอนว่าผมก็ไม่พลาดที่ไปชมภาพยนตร์เรื่องนี้เหมือนกัน

ขอขอบคุณรูปภาพจาพ http://movie.kapook.com/view8875.html
เขียนโดย ATLikit ที่ 01:18 
ส่งอีเมลข้อมูลนี้BlogThis!แชร์ไปที่ Twitterแชร์ไปที่ Facebookแชร์ใน Pinterest


on กรกฎาคม 06, 2565 ไม่มีความคิดเห็น:
ส่งอีเมลข้อมูลนี้BlogThis!แชร์ไปยัง Xแชร์ไปที่ Facebookแชร์ใน Pinterest

วันเสาร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2565

ประวัติศาสตร์ศิลปะตะวันตก ม .5

 https://www.youtube.com/watch?v=ZIsThX5Mtxk ชมผลงานสถาปัตยกรรมบาลิโลเนียน

on มิถุนายน 25, 2565 1 ความคิดเห็น:
ส่งอีเมลข้อมูลนี้BlogThis!แชร์ไปยัง Xแชร์ไปที่ Facebookแชร์ใน Pinterest

วันจันทร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2565

เพลงไทยประเภทต่างๆ ม.1

ประเภทของเพลงไทย

      เพลงไทย หมายถึง เพลงที่ประพันธ์ ตามหลักของดนตรีไทย ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ เป็นศิลปะและวัฒนธรรมของชนชาติไทยซึ่งมีมาแต่สมัยโบราณ เพลงที่ประพันธ์ขึ้นมาโดยมากเลียนสำเนียงภาษาอื่น มักจะมีชื่อเรียกนำหน้าเพลงตามสำเนียงภาษา เช่น เพลงลาวดวงเดือน เขมรไทรโยค มอญท่าอิฐ แขกสาหร่าย พม่าเห่ จีนขิมเล็ก ฯลฯ

เพลงไทย แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ คือเพลงบรรเลง และเพลงขับร้อง

   เพลงบรรเลง

                 หมายถึง เพลงที่ใช้เครื่องดนตรีบรรเลงล้วน ๆ ดังนี้

       1. เพลงโหมโรง

              เป็นเพลงที่ใช้บรรเลงก่อนการแสดงโขน-ละคร และพิธีกรรม ต่าง ๆ โดยมีความเชื่อว่า

  • ใช้ประกาศ หรือประโคมให้รู้ว่ากำลังจะเริ่มแสดง หรือ เริ่มพิธี
  • เพื่ออัญเชิญเทพยดาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้มาประชุมพร้อมกันในบริเวณงาน

เพลงโหมโรงจะใช้เพลงสาธุการบรรเลงนำทุกครั้ง มี 3 ประเภท คือ

  1. โหมโรงพิธีกรรม บรรเลงก่อนพิธีกรรมต่าง ๆ มี 3 ชุด คือ
    - เพลงโหมโรงเย็น
    - เพลงโหมโรงเช้า
    - เพลงโหมโรงเทศน์
  2. เพลงโหมโรงการแสดง บรรเลงก่อนการแสดงต่าง ๆ
  3. เพลงโหมโรงเสภา บรรเลงก่อนการขับเสภา

         2. เพลงหน้าพาทย์

               ใช้บรรเลงประกอบอิริยบท อารมณ์ และการเปลี่ยนแปลงของตัวละคร หรืออัญเชิญฤาษีเทวดาและครูอาจารย์ให้มาร่วมในพิธีไหว้ครูหรือพิธีมงคลต่างๆ มี 2 ชนิด

       2.1 เพลงหน้าพาทย์ธรรมดา ประกอบอริยบทตัวละครธรรมดา เช่น ร้องให้ ใช้ เพลงโอด , ต่อสู้ ใช้เพลงเชิด
       2.2 เพลงหน้าพาทย์ชั้นสูง ประกอบอิริยบทของเทพต่างๆ ได้แก่ พระอินทร์ พระพรหม เทวดา เช่น การเดินทางไปมา ใช้เพลงกลม

        3. เพลงเรื่อง

           คือเพลงชุดที่นำเอาเพลงที่มีลักษณะใกล้เคียงกันมารวมกันบรรเลงติดต่อกันเป็นชุด ดังนี้

  • เพลงเรื่องประเภทเพลงช้า เช่นเรื่องเต่ากินผักบุ้ง เรื่องจีนแส
  • เพลงเรื่องประเภทเพลงเร็ว เช่น เรื่องแขกมัดตีนหมู เรื่องแขกบรเทศ
  • เพลงเรื่องประเภทเพลงฉิ่ง เช่น เรื่องมุล่ง เรื่องช้างประสานงา
  • เพลงเรื่องประเภทเพลงสองไม้ เช่น เรื่องสีนวล เรื่องทยอย
  • เพลงเรื่องประเภทเพลงที่เกี่ยวกับพิธีกรรม เช่น เรื่องทำขวัญ

       4. เพลงหางเครื่อง

              เป็นเพลงบรรเลงที่บรรเลงต่อท้ายเพลงเถา เป็นบทเพลงสั้นๆ ในอัตราจังหวะชั้นเดียว เพื่อให้สนุกสนาน ครึกครื้น

       5. เพลงออกภาษา

          เป็นเพลงที่นำเพลงสำเนียงภาษาต่าง ๆมารวมเป็นชุดเดียวกัน การบรรเลงจะต้องออก 4 ภาษาก่อนคือ จีน เขมร ตะลุง พม่า

      6. เพลงเดี่ยว

           เป็นเพลงพิเศษ ใช้สำหรับ บรรเลงเดี่ยว อวดฝีมือนักดนตรี

    เพลงขับร้อง

              หมายถึงเพลงที่นิยมนำมาร้องประกอบดนตรีตามแบบของไทย มีดังนี้

         1. เพลงเถา เป็นเพลงที่มี อัตราจังหวะ 3ชั้น 2ชั้น และชั้นเดียว ในเพลงเดียวกัน เช่น เพลงแขกบรเทศ เพลงแสนคำนึงหา

         2. เพลงตับ เป็นเพลงชุดที่นำเอาเพลงหลายเพลงมาบรรเลงติดต่อกัน มีอยู่ 2 แบบ คือ

              2.1    ตับเรื่อง ( เอาเนื้อร้องเป็นเกณฑ์ )

             2.2     ตับเพลง (เอาแบบแผนการบรรเลงเป็นเกณฑ์ )


    เพลงเกร็ด 

            เป็นเพลงที่ใช้บรรเลงและขับร้องทั่วไป  เพื่อความสนุกสนาน  จะชมความงามของหญิงสาว  ชมธรรมชาติ  บรรยายความรู้สึก  ความรัก เช่น

 เพลง ลาวดวงเดือน



on มิถุนายน 20, 2565 3 ความคิดเห็น:
ส่งอีเมลข้อมูลนี้BlogThis!แชร์ไปยัง Xแชร์ไปที่ Facebookแชร์ใน Pinterest

วันอังคารที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2565

ข้อสอบแก้ผลการเรียน 0,ร


ม.4 เทอม 1 ดนตรีไทย ศ 31101  ศิลปะพื้นฐาน

https://docs.google.com/forms/d/10X0oPm_Be3jOpDse5GCNIW9PJP9viuZyTLDe1fmxMAc/edit

ม.4 เทอม 2 ทัศนศิลป์ ศ 31102 ศิลปะพื้นฐาน 

https://docs.google.com/forms/d/1Z8JQGp0ZMISMTOLOYXuiXlhzBVvGDpSMIYa8frwDaag/edit 

on มิถุนายน 07, 2565 ไม่มีความคิดเห็น:
ส่งอีเมลข้อมูลนี้BlogThis!แชร์ไปยัง Xแชร์ไปที่ Facebookแชร์ใน Pinterest

วันอังคารที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

แบบทดสอบ ดนตรี ม.1


แบบทดสอบหลังเรียน

https://docs.google.com/forms/d/161i1cpagNEqR54G_Wnf9OYyjCoEbeiGfGcWrkLR3O_Q/edit 

on พฤษภาคม 31, 2565 ไม่มีความคิดเห็น:
ส่งอีเมลข้อมูลนี้BlogThis!แชร์ไปยัง Xแชร์ไปที่ Facebookแชร์ใน Pinterest

วันจันทร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

ประวัติดนตรีไทย

ประวัติดนตรีไทย

  ดนตรีไทยเป็นศิลปะแขนงหนึ่งของไทยได้รับอิทธิพลมาจากประเทศ ต่างๆ เช่น อินเดีย, จีน, อินโดนีเซีย มาเลเซีย และอื่นๆ บนเส้นทางการค้าสายไหม ได้จัดประเภทเครื่องดนตรีมี 4 ประเภทได้แก่ ดีด สี ตี เป่า ดนตรีไทย ถือว่าเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าของชนชาติไทยมาตั้งแต่ครั้งโบราณซึ่งดนตรีไทยได้มีการพัฒนามาเรื่อยๆ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ซึ่งจะขอแบ่งยุคของดนตรีไทย เพื่อให้สะดวกต่อการศึกษา ดังนี้

สมัยก่อนกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี
จากประวัติศาสตร์ชนชาติไทยเดิม ได้ปรากฏหลักฐาน ซึ่งอาจารย์มนตรี ตราโมท กล่าวว่า ( สงบศึก ธรรมวิหาร. 2540 : 3 อ้างใน มนตรี ตราโมท. 2507 : ไม่ปรากฏหน้า)  ดังนี้ “จดหมายของอาจารย์ผู้หนึ่ง ในโรงเรียนที่เซียงไฮ้ ซึ่งมีมาถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการของไทยเรา ลงในวันที่ 11 ตุลาคม 2484 กล่าวว่า เขาได้ทำการศึกษาค้นคว้าตำนานดึกดำบรรพ์ของชาติไทยในดินแดนจีน ได้หลักฐานไว้หลายอย่าง มีความในหนังสือฉบับนี้กล่าวว่า คนไทยมีอุปนิสัยทางศิลปะทางดนตรีมาแต่ดึกดำบรรพ์” จากข้อความในจดหมายที่ยกมา แสดงให้เห็นว่า ดนตรีไทยมีมาควบคู่กับคนไทย มาตั้งแต่โบราณก่อนการอพยพลงมาสู่แหลมทองในปัจจุบัน และยังมีเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับดนตรีไทย ซึ่ง อาจารย์มนตรี ตราโมท ได้กล่าวถึงความเจริญรุ่งเรืองและความเป็นมาเกี่ยวกับดนตรีไทยและเพลงไทยอีกว่า (มนตรี ตราโมท. 2507 : ไม่ปรากฎหน้า) “ในตอนกลางลุ่มแม่น้ำแยงซี เป็นที่ตั้งของอาณาจักรฌ้อ ซึ่งนักประวัติศาสตร์ โดยมากกล่าวรับรองว่า ฌ้อในสมัยนั้นคือชนชาติไทย พระเจ้าฌ้อปาออง ซึ่งครองราชอยู่ระหว่าง พ.ศ. 310 ถึง 343 ว่าเป็นกษัตริย์ไทย ในสมัยนั้นจีนได้เครื่องดนตรีไปจากชนชาติในดินแดนตอนใต้หลายอย่าง ที่ปรากฏชัดคือ กลองชนิดหนึ่งซึ่งจีนใช้อยู่จนทุกวันนี้เรียกว่า “น่านตังกู” อันหมายถึง กลองชาวใต้ ลักษณะเป็นกลองขึงหนังตรึงด้วยหมุดทั้งสองหน้าอย่าง “ กลองทัด ” ของไทยเราไม่ผิดเพี้ยนเลย และรูปร่างก็แตกต่างจากกลองชนิดอื่นๆ ของจีน ซึ่งเข้าใจว่าอาจได้ไปจากกลองของชนชาติไทย ในสมัยครั้งกระโน้นก็เป็นได้” หลักฐานสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่บ่งบอกถึง “เครื่องดนตรีไทย” และเครื่องดนตรีที่เก่าแก่ ของไทยก็คือ “แคน” โดยมีหลักฐานยืนยัน ซึ่งมีบันทึกของจีนได้บันทึกไว้ว่า (สงบศึก ธรรมวิหาร.2540 : 5) “ที่เมือง CHANGSHA แคว้นยูนาน เป็นบ้านเกิดของประธานาธิบดีเหมาเจ๋อตุง เขาได้พบศพ 2 ศพ ที่เกรียวกราวมาก คือ เป็นศพที่มีอายุตั้ง 2,000 ปี แล้วร่างกายอยู่อย่างเก่าเอาอะไรกดเข้าไปก็ไม่เป็นอะไร แล้วเครื่องแต่งกายก็วิจิตรพิศดารมาก รัฐบาลของเขาให้ชื่อศพนี้ว่า “The Duke of Tai and his Consart” ในข้าง ๆ ศพ ปรากฏสิ่งของอยู่ 2 อย่างคือ เครื่องใช้ประจำวันเป็นเครื่องเขิน เครื่องเขินที่คล้าย ๆ กับเชียงใหม่เรานี้ แล้วก็เป็นจำนวนนับร้อย แล้วอีกสิ่งหนึ่งก็เป็นเครื่องดนตรีชนิดหนึ่งที่ตรงกับของเราที่เรียกว่า แคน ในเรื่องที่เกี่ยวกับแคนนี้ สุมาลี นิมมานุภาพ ยังเล่าเพิ่มเติมพอสรุปได้ว่า จากบันทึกของจีนที่บันทึกว่าจีนมีแคนใช้ประมาณ 3,000 ปี แต่จีนมีแคนใช้หลังไทย เพราะฉะนั้นแคนไทยต้องมีอายุมากกว่า 3,000 ปี ที่กล่าวว่าจีนมีแคนใช้หลังไทยเพราะถ้าใช้หลังการเปรียบเทียบจะเห็นว่าแคน ของจีนสวยงามประณีต กระทัดรัดกว่าของไทย เพราะจีนได้แบบอย่างและรูปแบบไปจากแคนไทย ซึ่งมีรูปร่างยาว ใช้วัสดุที่ไม่ทนทานเท่าแคนของจีน ซึ่งเมื่อจีนเห็นข้อบกพร่องของแคนไทยแล้วจึงนำไปปรับปรุงให้กระทัดรัดและสวย งามจากแคนของไทย ได้พัฒนาเป็นเครื่องดนตรีอื่นๆ อีกหลายชนิด เช่น ขลุ่ย และปี่ซอ เพราะขลุ่ยทำง่ายกว่าแคน เพียงแต่เจาะรูที่ไม้ไผ่ก็เป่าได้แล้ว อย่างเช่น ขลุ่ยผิวของจีน ส่วนปี่ซอก็คือลูกของแคนนั้นเองใช้ลิ้นโลหะประกอบกับไม้ไผ่เข้าแล้วเจาะรู เพื่อบังคับเสียง อย่างเช่น ปี่ซอของทางภาคเหนือในปัจจุบัน ซึ่งต่อมาจึงใช้ไม้ทำเครื่องบังคับลมเรียกว่า “ดาก” เข้าไปในตัวของไม้ไผ่แล้วเจาะลิ้น (ปากนกแก้ว) ทำให้เกิดเสียง เช่น ขลุ่ยชนิดต่างๆ ที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบันนี้ (สงบศึก ธรรมวิหาร. 2540 : 6 อ้างใน จารุวรรณ ไวยเจตน์. 2529 : 213)

สรุป ดนตรีไทย มีประวัติความเป็นมาควบคู่กับชนชาติไทย ก่อนที่จะอพยพมาสู่ถิ่นแหลมทองในปัจจุบัน เครื่องดนตรีชิ้นแรกที่ค้นพบคือ กลองและแคน ต่อมาได้พัฒนาจากแคนเป็นปี่ซอและขลุ่ย ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีประเภทเป่า เพราะทำได้ง่าย เพียงแต่เจาะรูแล้วทำเครื่องบังคับลมก็สามารถเป่าเป็นเสียงดนตรีได้แล้ว

 สมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี
          การดนตรีในสมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานีนับเป็นสมัยเริ่มต้นประวัติศาสตร์ของประเทศไทย เพราะว่า เรื่องราวชนชาติไทยปรากฏหลักฐานเด่นชัดขึ้นในสมัยสุโขทัย เมื่อพ่อขุนรามคำแหงได้ประดิษฐ์อักษรไทยและจารึกเรื่องราวต่างๆ ลงในศิลา และจากศิลาจารึกสมัยสุโขทัยนี้ ทำให้ทราบประวัติศาสตร์สุโขทัยอย่างดี ( เฉลิม พงศ์อาจารย์. 2529 : 90) เพราะในหลักศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหงที่จารึกเป็นคำสั้นๆ ว่า “ เสียงพาทย์ เสียงพิณ เสียงเลื้อน เสียงขับ ( สงบศึก ธรรมวิหาร. 2540: 9 อ้างใน ณรงค์ชัย ปิฎกรัชน์. 2528 : 17) ทำให้เราทราบถึงดนตรีไทยในสมัยสุโขทัยได้เป็นอย่างดีมีความกว้างขวางมากมาย เสียงพาทย์ หมายถึง การบรรเลงวงปี่พาทย์ เสียงพิณ หมายถึง             วงเครื่องสาย เป็นต้น ทวีสิทธิ์ ไทยวิจิตร ได้กล่าวถึงเครื่องดนตรีไทยในสมัยสุโขทัย โดยสันนิษฐานว่า เครื่องดนตรีไทย มีกลองสองหน้า แตรงอน (คล้ายเขาสัตว์ทำด้วยโลหะ ) แตรสังข์ (ทำจากหอยสังข์) ตะโพน ฆ้อง กลองทัด ฉิ่ง บัณเฑาะ กรับ กังสดาล มโหระทึก ซอสามสาย ระนาด ปี่ไฉน (สงบศึก ธรรมวิหาร. 2540 : 9)
วงดนตรีไทยในสมัยสุโขทัย

1. วงบรรเลงพิณ มีผู้บรรเลง 1 คน ทำหน้าที่ดีดพิณและขับร้องไปด้วย เป็นลักษณะของการขับลำนำ 

2. วงขับไม้ ประกอบด้วยผู้บรรเลง 3 คน คือ คนขับลำนำ 1 คน คนสี ซอสามสาย คลอเสียงร้อง 1 คน และ คนไกว บัณเฑาะว์ ให้จังหวะ 1 คน

3. วงปี่พาทย์ เป็นลักษณะของวงปี่พาทย์เครื่อง 5 มี 2 ชนิด คือ 

       3.1 วงปี่พาทย์เครื่องห้า อย่างเบา ประกอบด้วยเครื่องดนตรีชนิดเล็ก ๆ จำนวน 5 ชิ้น คือ 1. ปี่ 2. กลองชาตรี 3. ทับ (โทน) 4. ฆ้องคู่ และ 5. ฉิ่ง ใช้บรรเลงประกอบการแสดง ละครชาตรี (เป็นละครเก่าแก่ที่สุดของไทย) 

       3.2 วงปี่พาทย์เครื่องห้า อย่างหนัก ประกอบด้วย เครื่องดนตรีจำนวน 5 ชิ้น คือ 1. ปี่ใน 2. ฆ้องวง (ใหญ่) 3. ตะโพน 4. กลองทัด และ 5. ฉิ่ง ใช้บรรเลงประโคมในงานพิธีและบรรเลงประกอบ การแสดงมหรสพ ต่าง ๆ จะเห็นว่า วงปี่พาทย์เครื่องห้า ในสมัยนี้ยังไม่มีระนาดเอก 

4. วงมโหรี เป็นลักษณะของวงดนตรีอีกแบบหนึ่ง ที่นำเอา วงบรรเลงพิณ กับ วงขับไม้ มาผสมกัน เป็นลักษณะของ วงมโหรีเครื่องสี่ เพราะประกอบด้วยผู้บรรเลง 4 คน คือ 

1. คนขับลำนำและตี กรับพวง ให้จังหวะ    

  2. คนสี ซอสามสาย คลอเสียงร้อง

 3. คนดีดพิณ และ 4. คนตีทับ (โทน) ควบคุมจังหวะ 


สรุป เครื่องดนตรีไทยในสมัยสุโขทัยเป็นราชธานีนั้น เครื่องดนตรีมีครบทั้ง 4 ประเภท อย่างเช่นสมัยปัจจุบัน คือ         เครื่องดีด ได้แก่ พิณ เป็นต้น         เครื่องเป่า ได้แก่ ปี่ ขลุ่ย เป็นต้น
             เครื่องตี ได้แก่ ระนาด ฆ้อง กลอง เป็นต้น        เครื่องสี ได้แก่ ซอ(ซอสามสาย) เป็นต้น

การบรรเลงดนตรีไทยมีลักษณะเป็นการขับลำนำ และร้องเล่นกันอย่างพื้นเมือง



สมัยกรุงศรีอยุธยา


การดนตรีไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีนับได้ว่า มีความเจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างมาก เพราะประชาชนนิยมเล่นดนตรีกันมาก ซึ่งเครื่องดนตรีในสมัยกรุงศรีอยุธยา ส่วนใหญ่ได้รับมาจากกรุงสุโขทัย แต่ก็ได้มีการปรับปรุงรูปร่าง ตลอดจนการประสมวงดนตรี และได้มีการพัฒนาคิดค้นเรื่องดนตรีเพิ่มเติม เช่น จะเข้ เป็นต้น ด้วยความเจริญรุ่งเรืองในการดนตรีไทย มีประชาชนนิยมเล่นดนตรีไทยกันอย่างกว้างขวางจะเล่นดนตรีกันจนเกินขอบเขต จนต้องออกกฏมณเฑียรบาล ในรัชสมัยของพระบรมไตรโลกนารถ           ( พ.ศ.1991 - 2031 ) ว่า “…ห้ามขับร้องเพลงเรือ เป่าขลุ่ย เป่าปี่ สีซอ ดีดกระจับปี่ตีโทนทับ ในเขตพระราชฐาน” ในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ปรากฏเครื่องดนตรีครบทุกประเภท ดังนี้
เครื่องดีด ได้แก่ กระจับปี่ จะเข้ พิณเพี้ยะ พิณน้ำเต้า
เครื่องสี ได้แก่ ซอสามสาย ซออู้ ซอด้วง
เครื่องตีไม้ ได้แก่ กรับพวง กรับคู่ กรับเสภา ระนาดเอก
เครื่องตีโลหะ ได้แก่ ฆ้องวงใหญ่ ฆ้องคู่ ฆ้องชัย ฆ้องโหม่ง ฉิ่งฉาบ มโหระทึก
เครื่องตีหนัง ได้แก่ ตะโพน (ทับ) โทน รำมะนา กลองทัด กลองตุ๊ก
เครื่องเป่า ได้แก่ ปี่ใน ปี่กลาง (คงมีพวกปี่มอญและปี่ชวาด้วย) ขลุ่ย แตรงอน

 ด้วยในสมัยกรุงศรีอยุธยา การดนตรีเจริญรุ่งเรืองอย่างมาก ประชาชนมีความนิยมและความสามารถในการบรรเลงดนตรีอย่างยิ่ง มีการปรับปรุงเครื่องดนตรีประเภทต่างๆ และคิดค้นเพิ่มเติม จนเกิดการประสมวงดนตรีแบบใหม่ ดังนี้

         1.วงมโหรีเครื่องสี่ เป็นการปรับปรุงวงขับไม้ของเดิมในสมัยกรุงสุโขทัย คือ รวมเอาการบรรเลงพิณเข้ามาไว้ด้วยกัน แล้วเปลี่ยนจากการไกวบัณเฑาะว์มาเป็นการตีโทน เนื่องจาก โทนสามารถควบคุมและทำจังหวะได้ดีกว่า

         2.วงเครื่องสาย สันนิษฐานว่าอาจจะมีการบรรเลงรวมกันเป็นวงทุกเครื่องมือ หรือไม่ครบก็ได้

    3.วงมโหรีเครื่องหกมีวิวัฒนาการมาจากวงมโหรีเครื่องสี่ โดยเพิ่มเครื่องดนตรีเข้าไปอีก 2 ชนิด คือ ขลุ่ย รำมะนา

         4.วงปี่พาทย์เครื่องห้าอย่างเบา มีวิวัฒนาการมาจากวงปี่พาทย์เครื่องห้าสมัยกรุงสุโขทัย นิยมใช้บรรเลงสำหรับประกอบการแสดงโนรา หรือหนังตะลุงของภาคใต้

         5.วงปี่พาทย์เครื่องห้าอย่างหนัก มีวิวัฒนาการมาจากวงปี่พาทย์เครื่องห้าสมัยกรุงสุโขทัยเช่นเดียวกัน นิยมใช้บรรเลงสำหรับประกอบการแสดง หรือประกอบพิธีกรรมต่างๆ

         6.วงปี่พาทย์นางหงส์ เป็นการนำวงปี่พาทย์เครื่องห้ามาเปลี่ยนแปลงเครื่องดนตรี 2 ชนิด คือ ปี่ และกลอง

         7.วงกลองแขก แบ่งตามลักษณะการบรรเลงในโอกาสต่างๆ ดังนี้

                   7.1 บรรเลงในขบวนแห่พระบรมศพของพระศพเจ้านายในราชสำนักเครื่องดนตรีประกอบด้วย กลองมลายู ปี่ชวา ฆ้องโหม่ง

                   7.2 บรรเลงในการนำขบวนพยุหยาตรา เครื่องดนตรีประกอบด้วย กลองแขก ปี่ชวา ฆ้องโหม่ง

                   7.3 บรรเลงในงานพิธีศพทั่วไป เครื่องดนตรีประกอบด้วย กลองมลายูปี่ชวา ฆ้องโหม่ง


สรุป ดนตรีไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ได้พัฒนาอย่างต่อเนื่องจากสมัยสุโขทัยเป็นราชธานี  และมีการคิดค้นเครื่องดนตรีเพิ่มเติม ประชาชนนิยมเล่นดนตรีไทย กันอย่างกว้างขวาง แม้แต่ในเขตพระราชฐาน จนต้องมีการออกกฎมณเฑียรบาลเกี่ยวกับการห้ามเล่นดนตรีไทยในเขตพระราชฐาน




สมัยกรุงธนบุรี


เนื่องด้วยในรัชสมัยนี้ปกครองโดย สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี หรือ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช หรือ สมเด็จพระบรมราชาที่ 4 พระราชกรณียกิจที่สำคัญในรัชสมัยของพระองค์ คือ การกอบกู้เอกราชจากพม่าภายหลังการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง โดยขับไล่ทหารพม่าออกจากราชอาณาจักรจนหมดสิ้น และยังทรงทำสงครามตลอดรัชสมัยเพื่อรวบรวมแผ่นดินซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของ ขุนศึกก๊กต่าง ๆ ให้เป็นปึกแผ่น เช่นเดียวกับขยายพระราชอาณาเขตออกไปอย่างกว้างขวาง นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงมุ่งมั่นที่จะฟื้นฟูประเทศในด้านต่าง ๆ ให้กลับคืนสู่สภาวะปกติหลังสงคราม ทรงส่งเสริมทางด้านเศรษฐกิจ ศาสนา ศิลปวัฒนธรรม วรรณกรรม และการศึกษา 
เนื่องจากพระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อแผ่นดินไทยอย่างอเนกอนันต์รัฐบาลไทยจึงได้ประกาศให้วันที่ 28 ธันวาคมของทุกปีเป็น "วันสมเด็จพระเจ้าตากสิน" และยังทรงได้รับสมัญญานาม มหาราช แม้ตลอดรัชกาลเป็นช่วงระยะเวลาอันสั้นเพียงแค่ 15 ปี ประกอบกับเป็นสมัยแห่งการก่อร่างสร้างเมือง และการป้องกันประเทศเสียโดยมาก วงดนตรีไทยในสมัยนี้จึงไม่ปรากฏหลักฐานไว้ว่า ได้มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงขึ้น สันนิษฐานว่า ยังคงเป็นลักษณะและรูปแบบของ ดนตรีไทย ในสมัยกรุงศรีอยุธยานั่นเอง


สมัยกรุงรัตนโกสินทร์

       หลังจากบ้านเมืองได้ผ่านพ้นจากภาวะศึกสงครามและได้มีการก่อสร้างเมืองให้มั่นคงเป็นปึกแผ่น เกิดความ สงบร่มเย็น โดยทั่วไปแล้ว ศิลป วัฒนธรรม ของชาติ ก็ได้รับการฟื้นฟูทะนุบำรุง และส่งเสริมให้เจริญรุ่งเรืองขึ้น โดยเฉพาะ ทางด้าน ดนตรีไทย ในสมัยนี้ได้มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงเจริญขึ้นเป็นลำดับ



สมัยรัชกาลที่ 1  












 ในสมัยนี้ดนตรีไทยส่วนใหญ่ยังคงมีลักษณะรูปแบบตามที่มีมาตั้งแต่ สมัยกรุงศรีอยุธยา ที่พัฒนาขึ้นบ้างในสมัยนี้ก็คือ การเพิ่ม กลองทัด ขึ้นอีก 1 ลูก ใน วงปี่พาทย์ ซึ่ง แต่เดิมมา มีแค่ 1 ลูก รวม มี กลองทัด 2 ลูก มีเสียงสูง (ตัวผู้) ลูกหนึ่ง และ เสียงต่ำ (ตัวเมีย) ลูกหนึ่ง และการใช้ กลองทัด 2 ลูก ในวงปี่พาทย์นี้ ก็เป็นที่นิยมกันมา จนกระทั่งปัจจุบันนี้

สมัยรัชกาลที่ 2  
ในสมัยนี้เป็นยุคทองของ ดนตรีไทย ยุคหนึ่ง ทั้งนี้เพราะ องค์พระมหากษัตริย์ ทรงสนพระทัย ดนตรีไทย เป็นอย่างยิ่ง พระองค์ทรงพระปรีชาสามารถ ในทาง ดนตรีไทย ถึงขนาดที่ ทรงดนตรีไทย คือ ซอสามสาย ได้ มีซอคู่พระหัตถ์ชื่อว่า "ซอสายฟ้าฟาด"  
ซอสายฟ้าฟาด
 ทั้งพระองค์ได้ พระราชนิพนธ์ เพลงไทย ขึ้นเพลงหนึ่ง เป็นเพลงที่ไพเราะ และอมตะ มาจนบัดนี้นั่นก็คือเพลง "บุหลันลอยเลื่อน" 

การพัฒนาเปลี่ยนแปลงของดนตรีไทยในสมัยนี้ก็คือ ได้มีการนำเอา วงปี่พาทย์มาบรรเลง ประกอบการขับเสภา เป็นครั้งแรก นอกจากนี้ ยังมีกลองชนิดหนึ่งเกิดขึ้น โดยดัดแปลงจาก "เปิงมาง" ของมอญ ต่อมาเรียกกลองชนิดนี้ว่า "สองหน้า" ใช้ตีกำกับจังหวะแทนเสียงตะโพนในวงปี่พาทย์ ประกอบการขับเสภา เนื่องจากเห็นว่าตะโพนดังเกินไป จนกระทั่งกลบเสียงขับ กลองสองหน้านี้ ปัจจุบันนิยมใช้ตีกำกับจังหวะหน้าทับ ในวงปี่พาทย์ไม้แข็ง

สมัยรัชกาลที่ 3  
 











 วงปี่พาทย์ได้พัฒนาขึ้นเป็นวงปี่พาทย์เครื่องคู่ เพราะได้มีการประดิษฐ์ระนาดทุ้ม มาคู่กับระนาดเอก และประดิษฐ์ฆ้องวงเล็กมาคู่กับ ฆ้องวงใหญ่

สมัยรัชกาลที่ 4  












วงปี่พาทย์ได้พัฒนาขึ้นเป็นวงปี่พาทย์เครื่องใหญ่ เพราะได้มีการประดิษฐ์ เครื่องดนตรี เพิ่มขึ้นอีก 2 ชนิด เลียนแบบ ระนาดเอก และระนาดทุ้ม โดยใช้โลหะทำลูกระนาด และทำรางระนาดให้แตกต่างไปจากรางระนาดเอก และระนาดทุ้ม (ไม้) เรียกว่า ระนาดเอกเหล็ก และระนาดทุ้มเหล็ก นำมาบรรเลงเพิ่มในวงปี่พาทย์เครื่องคู่ ทำให้ ขนาดของ วงปี่พาทย์ขยายใหญ่ขึ้นจึงเรียกว่า วงปี่พาทย์เครื่องใหญ่ อนึ่งในสมัยนี้ วงการดนตรีไทย นิยมการร้องเพลงส่งให้ดนตรีรับ หรือที่เรียกว่า "การร้องส่ง" กันมากจนกระทั่ง การขับเสภาซึ่งเคยนิยมกันมาก่อนค่อย ๆ หายไป และการร้องส่งก็เป็นแนวทางให้มีผู้คิดแต่งขยายเพลง 2 ชั้นของเดิมให้เป็นเพลง 3 ชั้น และตัดลง เป็นชั้นเดียว จนกระทั่งกลายเป็นเพลงเถาในที่สุด (นับว่าเพลงเถาเกิดขึ้นมากมายในสมัยนี้) นอกจากนี้ วงเครื่องสาย ก็เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลนี้เช่นกัน


สมัยรัชกาลที่ 5  
ได้มีการปรับปรุงวงปี่พาทย์ขึ้นใหม่ชนิดหนึ่ง ซึ่งต่อมาเรียกว่า "วงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์" โดยสมเด็จกรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์สำหรับใช้บรรเลงประกอบการแสดง "ละครดึกดำบรรพ์" ซึ่งเป็น ละครที่เพิ่งปรับปรุงขึ้นในสมัยรัชกาลนี้เช่นกัน หลักการปรับปรุงของท่านก็โดยการตัดเครื่องดนตรีชนิดเสียงเล็กแหลม หรือดังเกินไปออก คงไว้แต่เครื่องดนตรีที่มีเสียงทุ้ม นุ่มนวล กับเพิ่มเครื่องดนตรีบางอย่างเข้ามาใหม่ เครื่องดนตรี ในวงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ จึงประกอบด้วยระนาดเอก ฆ้องวงใหญ่ ระนาดทุ้ม ระนาดทุ้มเหล็ก ขลุ่ย ซออู้ ฆ้องหุ่ย (ฆ้อง 7 ใบ) ตะโพน กลองตะโพน และเครื่องกำกับจังหวะ

สมัยรัชกาลที่ 6  











ได้มีการปรับปรุงวงปี่พาทย์ขึ้นมาอีกชนิดหนึ่ง โดยนำวงดนตรีของมอญมาผสมกับ วงปี่พาทย์ของไทย ต่อมาเรียกวงดนตรีผสมนี้ว่า "วงปี่พาทย์มอญ" โดยหลวงประดิษฐไพเราะ         (ศร ศิลปบรรเลง)เป็นผู้ปรับปรุงขึ้น วงปี่พาทย์มอญดังกล่าวนี้ ก็มีทั้งวงปี่พาทย์มอญเครื่องห้า เครื่องคู่ และเครื่องใหญ่ เช่นเดียวกับวงปี่พาทย์ของไทย และกลายเป็นที่นิยมใช้บรรเลงประโคมในงานศพ มาจนกระทั่งบัดนี้ นอกจากนี้ยังได้มี การนำเครื่องดนตรีของต่างชาติ เข้ามาบรรเลงผสมกับ วงดนตรีไทย บางชนิดก็นำมาดัดแปลงเป็นเครื่องดนตรีของไทย ทำให้รูปแบบของ วงดนตรีไทย เปลี่ยนแปลงพัฒนา ดังนี้ คือ การนำเครื่องดนตรีของชวา หรืออินโดนีเซีย คือ "อังกะลุง" มาเผยแพร่ในเมืองไทยเป็นครั้งแรก โดยหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ทั้งนี้โดยนำมาดัดแปลง ปรับปรุงขึ้นใหม่ให้มีเสียงครบ 7 เสียง (เดิมมี 5 เสียง) ปรับปรุงวิธีการเล่น โดยถือเขย่าคนละ 2 เสียง ทำให้เครื่องดนตรีชนิดนี้ กลายเป็นเครื่องดนตรีไทยอีกอย่างหนึ่ง เพราะคนไทยสามารถทำอังกะลุงได้เอง อีกทั้งวิธีการบรรเลงก็เป็นแบบเฉพาะของเรา แตกต่างไปจากของชวาโดยสิ้นเชิง การนำเครื่องดนตรีของต่างชาติเข้ามาบรรเลงผสมในวงเครื่องสาย ได้แก่ ขิมของจีน และออร์แกนของฝรั่ง ทำให้วงเครื่องสายพัฒนารูปแบบของวงไปอีกลักษณะหนึ่ง คือ "วงเครื่องสายผสม"


สมัยรัชกาลที่ 7
         











พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงสนพระทัยทางด้าน ดนตรีไทย มากเช่นกัน พระองค์ได้พระราชนิพนธ์ เพลงไทยที่ไพเราะไว้ถึง 3 เพลง คือ เพลงโหมโรงคลื่นกระทบฝั่ง 3 ชั้น เพลงเขมรละออองค์ (เถา) และเพลงราตรีประดับดาว (เถา) พระองค์และพระราชินีได้โปรดให้ครูดนตรีเข้าไปถวายการสอนดนตรีในวัง แต่เป็นที่น่าเสียดาย ที่ระยะเวลาแห่งการครองราชย์ของพระองค์ไม่นาน เนื่องมาจากมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง และพระองค์ทรงสละราชบัลลังก์ หลังจากนั้นได้ 2 ปี มิฉะนั้นแล้ว ดนตรีไทย ก็คงจะเจริญรุ่งเรืองมาก ในสมัยแห่งพระองค์ อย่างไรก็ตามดนตรีไทยในสมัยรัชกาลนี้ นับว่าได้พัฒนารูปแบบ และลักษณะ มาจนกระทั่ง สมบูรณ์ เป็นแบบแผนดังเช่น ในปัจจุบันนี้แล้ว จะเห็นได้ว่า ในสมัยที่ปกครองโดยระบบสมบูรณาญาสิทธิราชมีผู้นิยม ดนตรีไทยกันมากและมีผู้มีฝีมือทางดนตรี ตลอดจนมีความคิดปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ให้พัฒนาก้าวหน้ามาตามลำดับ พระมหากษัตริย์ เจ้านาย ตลอดจนขุนนางผู้ใหญ่ ได้ให้ความอุปถัมภ์ และทำนุบำรุงดนตรีไทยในวังต่างๆ มักจะมีวงดนตรีประจำวัง เช่น วงวังบูรพา วงวังบางขุนพรหม วงวังบางคอแหลม และวงวังปลายเนิน แต่ละวงต่างก็ขวนขวายหาครูดนตรีนักดนตรีที่มีฝีมือเข้ามาประจำวง มีการฝึกซ้อมกันอยู่เนืองนิจ บางครั้งก็มีการประกวดประชันกัน จึงทำให้ดนตรีไทยเจริญเฟื่องฟูมาก ต่อมาภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 เป็นต้นมา ดนตรีไทยเริ่มซบเซาลง อาจกล่าวได้ว่า เป็นสมัยหัวเลี้ยวหัวต่อ ที่ ดนตรีไทย เกือบจะถึงจุดจบ เนื่องจากรัฐบาลในสมัย จอมพล ป. พิบูลสงคราม มีนโยบายทีเรียกว่า "รัฐนิยม" ซึ่งนโยบายนี้ มีผลกระทบต่อ ดนตรีไทย ด้วย กล่าวคือมีการห้ามบรรเลงดนตรีไทย เพราะเห็นว่าไม่สอดคล้องกับการพัฒนาประเทศให้ทัดเทียมกับอารยประเทศ ใครจะจัดให้มีการบรรเลง ดนตรีไทย ต้องขออนุญาต จากทางราชการก่อน อีกทั้ง นักดนตรีไทยก็จะต้องมีบัตรนักดนตรีที่ ทางราชการออกให้
จนกระทั่งต่อมาอีกหลายปี เมื่อได้มี การสั่งยกเลิก "รัฐนิยม" ดังกล่าวเสีย แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ดนตรีไทย ก็ไม่รุ่งเรืองเท่าแต่ก่อน ยังล้มลุกคลุกคลาน มาจนกระทั่งบัดนี้ เนื่องจากวิถีชีวิต และสังคมไทยเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมวัฒนธรรมทางดนตรีของต่างชาติ ได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของคนไทยเป็นอันมาก ดนตรีที่เราได้ยินได้ฟัง และได้เห็นกันทางวิทยุ โทรทัศน์ หรือที่บรรเลงตามงานต่าง ๆ โดยมากก็เป็นดนตรีของต่างชาติ หาใช่ "เสียงพาทย์ เสียงพิณ" ดังแต่ก่อนไม่



 สมัยรัชกาลที่ 8


















พระองค์เสด็จสวรรคตด้วยทรงต้องพระแสงปืนเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 ณ ห้องพระบรรทม พระที่นั่งบรมพิมาน ภายในพระบรมมหาราชวัง

 สมัยรัชกาลที่ 9











 ด้วยพระองค์ได้ทรงเชี่ยวชาญทางด้านดนตรีสากลในแนวดนตรีแจ๊สเป็นพิเศษ แต่ก็มิได้ละทิ้งแขนงดนตรีไทย ทรงให้การอุปถัมป์วงการดนตรีไทยเรื่อยมา พระองค์ได้ทรงพระราชนิพนธ์บทเพลง ทรงเชี่ยวชาญรอบรู้เรื่องดนตรีเป็นอย่างดีและทรงเครื่องดนตรีได้หลายชนิด เช่น แซ็กโซโฟน คราริเน็ต ทรัมเป็ต กีตาร์ และเปียโน โปรดดนตรีแจ๊สเป็นอย่างมาก และพระองค์ได้พระราชนิพนธ์เพลงที่มีความหมายและไพเราะหลายเพลงด้วยกัน เช่น เพลงพระราชนิพนธ์แสงเทียน เป็นเพลงแรก สายฝน ยามเย็น ใกล้รุ่ง ลมหนาว ยิ้มสู้ ค่ำแล้ว ไกลกังวล ความฝันอันสูงสุด และเราสู้ หรือจะเป็นพรปีใหม่ ซึ่งถือได้ว่าเป็นส่วนสำคัญอย่างหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของชาวไทย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระราชปรีชาญาณในเรื่องของดนตรี ทรงพระราชนิพนธ์ทำนองเพลงตั้งแต่ยังทรงเป็นสมเด็จพระอนุชาธิราช รวมบทเพลงพระราชนิพนธ์ทั้งสิ้น 48 เพลง เพลงที่ทรงพระราชนิพนธ์ทำนอง และคำร้องภาษาอังกฤษด้วยพระองค์เอง มี 5 เพลง คือ "Echo", "Still on My Mind", "Old-Fashioned Melody", "No Moon" และ "Dream Island" นอกจากนี้ มีเพลงที่ทรงพระราชนิพนธ์ทำนองขึ้นภายหลังใส่ในคำร้องที่มีผู้ประพันธ์ไว้แล้ว คือ ความฝันอันสูงสุด เราสู้ และ รัก
ผู้ที่ทรงโปรดเกล้าฯ ให้แต่งคำร้องประกอบเพลงพระราชนิพนธ์มีหลายท่าน ได้แก่ หม่อมเจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ จักรพันธุ์, ศาสตราจารย์ ท่านผู้หญิงนพคุณ ทองใหญ่ ณ อยุธยา, ศาสตราจารย์           ดร.ประเสริฐ ณ นคร, ท่านผู้หญิงสมโรจน์ สวัสดิกุล ณ อยุธยา, นายจำนงราชกิจ (จรัล บุณยรัตพันธุ์), ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ม.ล.ประพันธ์สนิทวงศ์ และท่านผู้หญิงมณีรัตน์ บุนนาค เป็นต้น
  ในยุคแรก หลังจากที่เพลงพระราชนิพนธ์มีทำนองและคำร้องสมบูรณ์แล้ว จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ครูเอื้อ สุนทรสนาน นำไปบรรเลงในวงดนตรีกรมโฆษณาการหรือวงสุนทราภรณ์ เพื่อให้แพร่หลายทั่วไป ปรากฏว่าหลายเพลงกลายเป็นเพลงยอดนิยมทั้งในหมู่ชาวไทยและชาวต่างประเทศ
        ในระยะหลังพระองค์มีพระราชกรณียกิจมากมาย ทำให้พระองค์ทรงไม่มีเวลาที่จะทรงพระราชนิพนธ์เพลงใหม่ๆออกมา เพลงสุดท้ายที่พระองค์ทรงพระราชนิพนธ์ออกมาคือเพลง "เมนูไข่" เป็นเพลงแนวสนุกสนาน เนื้อร้องโดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานเป็นของขวัญวันพระราชสมภพครบ 72 พรรษาแด่ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาส ราชนครินทร์ เมื่อ พ.ศ. 2538


 โดยสรุปใจความสำคัญ
 จากสมัยสุโขทัยสืบต่อมาสมัยอยุธยาจนถึงปัจจุบัน ดนตรีไทยจัดเป็นดนตรีที่มีแบบแผนหรือดนตรีคลาสสิก (Classic Music) เครื่องดนตรีไทยนั้นกรมศิลปากร จำแนกไว้รวมทั้งสิ้น 56 ชนิด ประกอบด้วยเครื่องตี เครื่องเป่า เครื่องดีด และเครื่องสี เครื่องดนตรีไทยที่นิยมใช้กันมาก ดังนี้

- เครื่องดีด ได้แก่ พิณน้ำเต้า พิณ เพ้ย กระจับปี่ ซึง จะเข้

- เครื่องสี ได้แก่ ซอด้วง ซออู้ ซอสามสาย ซอล้อ

- เครื่องตีประเภทไม้ ได้แก่ เกราะ โกร่ง กรับ ระนาดเอก ระนาดทุ้ม เครื่องตีที่ทำด้วยโลหะ ได้แก่ ระนาดเอกเหล็ก ระนาดทุ้มเหล็ก ฉิ่ง ฉาบ โหม่ง ฆ้อง หุ่ย และเครื่องตีที่ทำด้วยหนัง ได้แก่ กลองทุกประเภท

- เครื่องเป่า ได้แก่ ขลุ่ย ปี่ แคน แตร สังข์ เป็นต้น


แบบทดสอบหลังเรียน
https://docs.google.com/forms/d/1JpCWXz_I_vSbpahwv1O2VlJFgCtRjTz2NGpMm-H6tZY/edit




อ้างอิง  http://ponchatin.blogspot.com/2013/12/blog-post_15.html






on พฤษภาคม 30, 2565 18 ความคิดเห็น:
ส่งอีเมลข้อมูลนี้BlogThis!แชร์ไปยัง Xแชร์ไปที่ Facebookแชร์ใน Pinterest
บทความที่ใหม่กว่า บทความที่เก่ากว่า หน้าแรก
สมัครสมาชิก: บทความ (Atom)

เกี่ยวกับฉัน

รูปภาพของฉัน
ครูมดแดง
I am a teacher.
ดูโปรไฟล์ทั้งหมดของฉัน

คลังบทความของบล็อก

  • กันยายน 2025 (1)
  • กรกฎาคม 2025 (2)
  • พฤษภาคม 2025 (1)
  • มีนาคม 2025 (1)
  • กรกฎาคม 2023 (1)
  • มิถุนายน 2023 (1)
  • ธันวาคม 2022 (1)
  • ตุลาคม 2022 (4)
  • กันยายน 2022 (1)
  • สิงหาคม 2022 (1)
  • กรกฎาคม 2022 (2)
  • มิถุนายน 2022 (3)
  • พฤษภาคม 2022 (5)
  • มีนาคม 2022 (1)
  • กุมภาพันธ์ 2022 (3)
  • มกราคม 2022 (2)
  • ธันวาคม 2021 (8)
  • พฤศจิกายน 2021 (8)
  • ตุลาคม 2021 (2)
  • กันยายน 2021 (7)
  • สิงหาคม 2021 (19)
  • กรกฎาคม 2021 (3)
  • มิถุนายน 2021 (2)
  • พฤษภาคม 2021 (1)
  • มีนาคม 2021 (1)
  • มกราคม 2021 (2)
  • มกราคม 2020 (1)

ป้ายกำกับ

  • เนื้อหาเรียนออนไลน์

รายงานการละเมิด

ค้นหาบล็อกนี้

  • หน้าแรก

ศัพท์ทางทัศนศิลป์

บทความที่ได้รับความนิยม

  • ศ 21201 ศิลปะเพิ่มเติม เรื่องการเป่าขลุ่ย รีคอร์เดอร์เบื้องต้น
     การเป่าขลุ่ย รีคอร์เดอร์เบื้องต้น ขลุ่ยรีคอร์เดอร์ รีคอร์เดอร์  (Recorder )  เป็นเครื่องดนตรีสากลประเภทเครื่องเป่าลมไม้ นิยมเล่นมากในศตวรรษ...
  • ประวัติศิลปินไทยสมัยใหม่ (ขรัวอินโข่ง)
      ขรัวอินโข่ง  มีชีวิตอยู่ในสมัยรัชกาลที่ 3-4  ศิลปิน ผู้ได้รับการยกย่องเป็น จิตรกร เอกประจำรัชกาลที่ 4 แห่ง สมัยรัตนโกสินทร์  เป็นศิลปินใน ...
  • วงมโหรี
                                                                                             วงมโหรี     วงมโหรีวงเล็กมีวิวัฒนาการมาโดยลำดับจากว...
หน้าต่างรูปภาพ ธีม. รูปภาพธีมโดย jusant. ขับเคลื่อนโดย Blogger.