https://www.youtube.com/watch?v=HqBYiAMwrSk แบบฝึกขับร้องเพลงลาวล่องน่าน สองชั้น
ครูดนตรีเป็นอาชีพที่ต้องสร้างแรงบันดาลใจให้นักเรียนเห็นคุณค่าและความสามารถของตนเองในการเรียนรู้ที่จะเล่นดนตรีให้เป็นให้ได้
วันอังคารที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2566
วันจันทร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2565
นาฏยศัพท์และภาษาท่า
นาฏยศัพท์และภาษาท่า
นาฏยศัพท์หมายถึง
ศัพท์ที่ใช้เกี่ยวกับลักษณะท่ารำ ที่ใช้ในการฝึกหัดเพื่อแสดงโขน ละคร เป็นคำที่ใช้ในวงการนาฏศิลป์ไทย สามารถสื่อความหมายกันได้ทุกฝ่ายในการแสดงต่าง ๆ
ประเภทของนาฏยศัพท์
แบ่งออกเป็น ๓ ประเภท คือ
๑. นามศัพท์ หมายถึง ศัพท์ที่เรืยกชื่อท่ารำ หรือชื่อท่าที่บอกอาการการกระทำของผู้นั้น เช่น วง จีบ สลัดมือ ม้วนมือ คลายมือ กรายมือ ฉายมือ ปาดมือ กระทบ กระดก ยกเท้า ก้าวเท้า ประเท้า ตบเท้า กระทุ้ง กระเทาะ จรดเท้า แตะเท้า ซอยเท้า ขยั่นเท้า ฉายเท้า สะดุดเท้า รวมเท้า โย้ตัว ยักตัว ตีไหล่ กล่อมไหล่
๒. กิริยาศัพท์ หมายถึงศัพท์ที่ใช้เรียกในการปฏิบัติบอกอาการกิริยา แบ่งออกเป็น
๒.๑ ศัพท์เสริม หมายถึง ศัพท์ที่ใช้เรียกเพื่อปรับปรุงท่าทีให้ถูกต้องสวยงาม เช่น กันวง ลดวง ส่งมือ ดึงมือ หักข้อ หลบศอก เปิดคาง กดคาง ทรงตัว เผ่นตัว ตึงไหล่ กดไหล่ ดึงเอว กดเกลียวข้าง ทับตัว หลบเข่า ถีบเข่า แข็งเข่า เปิดส้น ชักส้น
๒.๒ ศัพท์เสื่อม หมายถึง ศัพท์ที่ใช้เรียกชื่อท่ารำหรือท่วงทีของผู้รำที่ไม่ถูกต้องตามมาตรฐาน เพื่อให้ผู้รำรู้ตัวและแก้ไขท่าทีของตนให้ดี เช่น วงล้า วงคว่ำ วงเหยียด วงหัก วงล้น คอดื่ม คางไก่ ฟาดคอ เกร็งคอ หอบไหล่ ทรุดตัว ขย่มตัว เหลี่ยมล้า รำแอ้ รำลน รำเลื้อย รำล้ำจังหวะ รำหน่วงจังหวะ
๓. นาฏยศัพท์เบ็ดเตล็ด หมายถึง ศัพท์ต่างๆ ที่ใช้เรียกในภาษานาฏศิลป์ นอกเหนือจากนามศัพท์ และกิริยาศัพท์ เช่น จีบยาว จีบสั้น ลักคอ เดินมือ เอียงทางวง คืนตัว อ่อน เหลี่ยม เหลี่ยมล่าง แม่ท่า ท่า-ที ขึ้นท่า ยืนเข่า ทลายท่า นายโรง พระใหญ่-พระน้อย นางกษัตริย์ นางตลาด ผู้เมีย ยืนเครื่อง ศัพท์แทน
ลักษณะต่างๆ ของนาฏยศัพท์ แบ่งตามการเคลื่อนไหวส่วนต่างๆ ของร่างกาย ได้แก่
๑. ส่วนศีรษะ
เอียง คือ การเอียงศีรษะ ต้องกลมกลืนกับไหล่และลำตัวให้เป็นเส้นโค้ง ถ้าเอียงซ้ายให้หน้าเบือนทางขวาเล็กน้อย ถ้าเอียงขวาให้หน้าเบือนทางซ้ายเล็กน้อย
ลักคอ คือ การเอียงคนละข้างกับไหล่ที่กดลง ถ้าเอียงซ้ายให้กดไหล่ขวา ถ้าเอียงขวา ให้กดไหล่ซ้าย
เปิดคาง คือ ไม่ก้มหน้า เปิดปลายคางและทอดสายตาตรงสูงเท่าระดับตาตนเอง
กดคาง คือ ไม่เชิดหน้าหรือเงยหน้ามากเกินไป
๒. ส่วนแขน
วง คือ การเหยียดมือให้ตึงทั้งห้านิ้ว แต่นิ้วหัวแม่มือหักเข้าหาฝ่ามือเล็กน้อย การตั้งวงที่สวยงาม ต้องหักข้อมือเข้าหาลำแขนบนให้มาก ทอดลำแขนให้ส่วนโค้งพองาม และงอศอกเล็กน้อย วงแบ่งออกเป็น
วงบน คือ ยกแขนไปข้างลำตัว ทอดศอกโค้ง มือแบตั้งปลายนิ้วขึ้นวงพระปลายนิ้วอยู่ระดับศีรษะ
ส่วนวงนางปลายนิ้วจะอยู่ระดับหางคิ้วและวงแคบกว่า
วงกลาง คือ การยกส่วนโค้งของลำแขนให้ปลายนิ้วสูงระดับไหล่ ลำแขนส่วนบนลาดกว่าวงบน
วงล่าง คือ การตั้งวงระดับต่ำที่สุด โดยทอดส่วนโค้งของลำแขนลงข้างล่างอยู่ระดับเอว โดยตั้งมือตรงหัวเข็มขัด ตัวพระกันศอกให้ห่างตัว
วงหน้า คือ ส่วนโค้งของลำแขนที่ทอดโค้งอยู่ข้างหน้า วงพระผายกว้างกว่านาง ปลายนิ้วอยู่ระดับแก้ม วงนางปลายนิ้วอยู่ระดับปาก
วงบัวบาน คือ ยกแขนขึ้นข้างลำตัว ให้ศอกสูงระดับไหล่
หักศอกให้แขนท่อนล่างพับเข้าหาตัว ตั้งฉากกับแขนท่อนบน
มือแบหงายปลายนิ้วชี้ไปข้างๆ ตัววงนางจะแคบกว่าวงพระ
๓. ส่วนมือ
มือแบ คือ นิ้วชี้ กลาง นาง ก้อย ติดกัน ตึงนิ้ว หัวแม่มือ กาง หลบไปทางฝ่ามือ หักข้อมือไปทางหลังมือ แต่มีบางท่าที่ หักข้อมือไปทางฝ่ามือ เช่น ท่าป้องหน้า
มือจีบ คือ การกรีดนิ้ว โดยเอานิ้วชี้และนิ้วหัวแม่มือจรดกัน ให้ปลายนิ้วหัวแม่มือจรดข้อแรกของปลายนิ้วชี้ ให้ตึงนิ้ว นิ้วกลาง นาง ก้อย กรีดห่างกัน หักข้อมือไปทางฝ่ามือ
จีบแบ่งเป็น ๕ ลักษณะ ได้แก่
จีบหงาย คือ การหงายฝ่ามือให้ปลายนิ้วชี้ขึ้น ถ้าอยู่ระดับหน้าท้องเรียกว่า จีบหงายชายพก
จีบคว่ำ คือ การคว่ำฝ่ามือให้ปลายนิ้วชี้ลง หักข้อมือเข้าหาลำแขน
จีบส่งหลัง คือ การส่งแขนไปข้างหลัง ตึงแขน พลิกข้อมือให้ปลายนิ้วชี้ขึ้น แขนตึงและส่งแขนให้สูงไปด้านหลัง
จีบปรกหน้า คือ การจีบที่คล้ายกับจีบหงาย แต่หันจีบเข้าหาลำตัวด้านหน้า
ทั้งแขนและมือชูอยู่ด้านหน้า ตั้งลำแขนขึ้น ทำมุมที่ข้อพับตรงศอก
หันจีบเข้าหาหน้าผาก
จีบปรกข้าง คือ การจีบที่คล้ายกับจีบปรกหน้า แต่หันจีบเข้าหาแง่ศีรษะ ลำแขนอยู่ข้าง ๆ ระดับเดียวกับวงบน
จีบล่อแก้ว คือ ลักษณะกิริยาท่าทางคล้ายจีบ ใช้นิ้วกลางกดข้อที่ ๑
ของนิ้วหัวแม่มือ หักปลายนิ้วหัวแม่มือคล้ายวงแหวน นิ้วที่เหลือเหยียดตึง
หักข้อมือเข้าหาลำแขน
๔. ส่วนลำตัว
| ทรงตัว | คือ การยืนให้นิ่ง เป็นการใช้ลำตัวตั้งแต่ศีรษะ ตลอดถึงปลายเท้าในท่าที่สวยงาม ไม่เอนไปทางใดทางหนึ่งขณะที่ยืน | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| เผ่นตัว | คือ กิริยาอาการทรงตัวชนิดหนึ่ง มาจากท่าก้าวเท้า แล้วส่งตัวขึ้น โดยการยกเข่าตึงเท้าหนึ่ง ยืนรับน้ำหนักอีกเท้าหนึ่งอยู่ข้างๆ | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| ดึงไหล่ | คือ การรำหลังตึง หรือดันหลังขึ้น ไม่ปล่อยให้ไหล่ค่อม | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| กดไหล่ | คือ กิริยากดไหล่โน้มตัวไปข้างใดข้างหนึ่ง ทำพร้อมกับการเอียงศีรษะ กดลงเฉพาะไหล่ ไม่ให้สะโพกเอียงไปด้วย | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| ตีไหล่ | คือ การกดไหล่ แล้วบิดไหล่ข้างที่กดไปข้างหลัง | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
กล่อมไหล่ | คือ กดไหล่ แล้วบิดไหล่ข้างที่กดมาข้างหน้า | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
ยักตัว ดึงเอว | คือ กิริยาของลำตัวส่วนเกลียวหน้า ยักขึ้นลง ไหล่จะขึ้นลงตามไปด้วย แต่สะโพกอยู่คงที่ และลักคอด้วย | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| คือ กิริยาของเอวด้านหลังตั้งขึ้นตรง ไม่หย่อนตัว ๕. ส่วนเข่าและขา
กระดกเสี้ยว คล้ายกระดกหลัง แต่เบี่ยงขามาข้างๆและไม่ต้องกระทุ้งเท้า มักทำเนื่องต่อจากการก้าวข้าง หรือท่านั่งกระดกเท้า
ภาษาท่า หมายถึง การสื่อความหมายหรือสื่อสารให้เข้าใจกัน โดยใช้กิริยาท่าทาง การรำในทางนาฏศิลป์ เรียกว่า รำบท หรือรำตีบท คือ การแสดงท่ารำแทนคำพูด รวมทั้งการแสดงอารมณ์ด้วย การรำบทเป็นการใช้ภาษาที่พัฒนามาจากท่าทางโดยธรรมชาติ ท่ารำที่ใช้ในการรำตีบท เช่น
|
วันอาทิตย์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2565
รำแม่บท
ภาพประกอบ
อาจารย์จักรพัน โปษยกฤต
รำแม่บทเล็ก
.
แม่บทเล็ก เป็นท่ารำมาตรฐาน เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “แม่ท่า” เช่นเดียวกับแม่บทใหญ่ แต่มีลีลากระบวนการรำที่สั้นกว่า แม่บทใหญ่ยาวถึง ๑๘ คำกลอน ส่วนแม่บทเล็กมีเพียง ๖ คำกลอน เป็นที่นิยมฝึกหัดกันเป็นอย่างมาก เพราะสารมารถนำไปใช้แสดงออกโรงไดพอเหมาะพอดี ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป
ประวัติเพลงแม่บทเล็ก
อ้างถึงบทความที่เกี่ยวข้อง
รำแม่บท ในการวิจัยครั้งนี้จะศึกษารำแม่บทเล็ก หรืออีกชื่อหนึ่งที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่า
แม่บทนางนารายณ์ มีมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา ปรากฏอยู่ในระบำเบิกโรง
ชุดนารายณ์ปราบนนทุก
และมีการสืบทอดต่อกันมาในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ดังปรากฏในกลอนบทละคร
ความพิสดารเรื่องรามเกียรติ์ พระราชนิพนธ์รัชกาลที่ ๑ จนถึงสมัยของพระบาทสมเด็จ
พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๔ ได้ทรงพระราชนิพนธ์บทเบิกโรงละครหลวงไว้เป็นตำนานว่า
เรื่องนารายณ์กำราบปราบนนทุก
เป็นเรื่องดึกดำบรรพ์สืบกันมา
เบิกโรงงานการเล่นเต้นรำ
สำหรับโรงนางฟ้อนละครใน
มีทีท่าต่าง ๆ อย่างนารายณ์
มีชื่อเรียกท่าไว้ให้ศิษย์จำ
บัดนี้เราได้รำทำบท
เบิกโรงละครก่อนเล่นงาน
ในต้นไตรดายุคโบราณว่า
ครั้งกรุงศรีอยุธยาเอามาใช้
ที่เริ่มมีพิธีทำเป็นการใหญ่
แสดงให้เห็นครูผู้สอนรำ
เยื้องกรายโดยนิยมคมขำ
จะได้ทำให้ต้องแก่คลองการ
ให้ปรากฏโดยแสดงแถลงสาร
พวกเราท่านจงเป็นสุขทุกคนลักษณะการแต่งกาย
แต่งกายยืนเครื่อง พระ นาง ครบชุด
โอกาสที่ใช้แสดง
สามารถใช้แสดงในงานต่าง ๆได้
ิิิ วิธีที่ใช้แสดง
– รำพระ นาง คู่ หรือ รำเป็นหมู่คณะ ตั้งแต่ ๒ คู่ขึ้นไป– รำเป็นนางล้วน เดี่ยว หรือ หมู่ก็ได้ดนตรีที่ใช้ในการบรรเลงใช้วงปี่พาทย์ เริ่มด้วยเพลงรัว ร้องเพลงชมตลาดจบด้วยเพลงรัวก็ได้ หรือ จะออกวรเชษฐ์เพลงเร็วลาก็ได้.
.
.
เนื้อร้องเพลง แม่บทเล็ก
(ทำนองเพลงชมตลาด)
เทพพนมปฐมพรหมสี่หน้า สอดสร้อยมาลาเฉิดฉิน
ทั้งกวางเดินดงหงส์บิน กินรีเลียบถ้ำอำไพ
(ดนตรีรับ)
อีกช้านางนอนภมรเคล้า แขกเต้าผาลาเพียงไหล่
เมขลาโยนแก้วแววไว มยุเรศฟ้อนในนภาพร
(ดนตรีรับ)
ยอดตองต้องลมพรหมนิมิต อีกพิสมัยเรียงหมอน
ย้ายท่ามัจฉาชมสาคร พระสี่กรขว้างจักรฤทธิรงค์
(ดนตรีรับ)
https://www.youtube.com/watch?v=KVxiEh1Wf3c รำแม่บทเล็ก
ปฏิบัตินาฏศิลป์ ม.1
ประวัติความเป็นมารำวงมาตรฐาน
รำวงมาตรฐาน เป็นการแสดงที่มีวิวัฒนาการมาจาก “รำโทน” เป็นการรำและร้องของชาวบ้าน ซึ่งจะมีผู้ชายและผู้หญิง รำกันเป็นคู่ๆ รอบๆ ครกตำข้าวที่วางคว่ำไว้ หรือไม่ก็รำกันเป็นวงกลม โดยมีโทนเป็นเครื่องดนตรีประกอบจังหวะ ลักษณะการรำ และการร้องเป็นไปตามความถนัด ไม่มีแบบแผนกำหนดไว้ ในช่วงระหว่าง พ.ศ. 2484 – 2488 เป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทหารญี่ปุ่นได้ยกพลขึ้น ที่ตำบลบางปู จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อวันที่ 8ธันวาคม 2484เพื่อเจรจาขอตั้งกองทัพในประเทศ ไทย โดยใช้เส้นทางต่างๆ ในแผ่นดินไทยลำเรียงเสบียงอาหาร อาวุธและกำลังพล เพื่อใช้ในการต่อสู้กับประเทศสัมพันธมิตร ซึ่งในขณะนั้นประเทศไทยมี จอมพล ป (แปลก) พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ตัดสินใจยอมให้ประเทศญี่ปุ่นเข้ามาตั้งฐานทัพในประเทศไทย เพราะเกรงว่าหากปฏิเสธคงจะถูกปราบปรามแน่ ด้วยเหตุนี้เองประเทศไทยจึงได้รับผลกระทบ จากการรุกรานของฝ่ายสัมพันธมิตร ที่ส่งกองทัพเข้ามาโจมตีฐานทัพญี่ปุ่นทางอากาศโดยเฉพาะ ในยามที่เป็นคืนเดือนหงาย จะมองเห็นจุดยุทธศาสตร์ได้ง่าย ข้าศึกมักจะเข้ามาโจมตีอย่างหนัก ด้วยการทิ้งระเบิด ซึ่งสร้างความเสียหายทำลายชีวิตและทรัพย์สินบ้านเรือนเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะบ้านเรือนที่อยู่ใกล้กับฐานทัพญี่ปุ่น เมื่อช่วงคืนเดือนหงายผ่านไป คืนเดือนมืดเข้ามา ข้าศึกจะมองเห็นจุดยุทธศาสตร์ไม่ชัดเจน จึงพักการรุกราน ประชาชนชาวไทย ได้รับความเดือนร้อน ต่างอยู่ในสถานการณ์ที่หวาดกลัว เป็นอย่างมาก จึงได้หาวิธีการผ่อนคลายความตึงเครียด ความหวาดผวา ด้วยการนำศิลปะพื้นบ้าน ที่ซบเซาไป กลับมาร้องรำทำเพลง นั้นก็คือ “การเล่นรำโทน” คำร้อง ทำนองและการแต่งกาย ก็ยังคงเรียบง่ายเน้นความสะดวกสบาย สนุกสนาน เช่นเดิม เพลงที่นิยมได้แก่ เพลงใกล้เข้าไป อีกนิด ช่อมาลี ตามองตา ยวนยาเหล เป็นต้น ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2487 รัฐบาลได้เล็งเห็นศิลปะพื้นบ้านอันสวยงามของไทยที่มีอยู่อย่างแพร่หลาย ควรที่จะเชิดชูให้มีระเบียบแบบแผนตามแบบนาฏศิลป์ไทยเพราะหากชาวต่างชาติมาพบเห็น จะตำหนิได้ว่าศิลปะการฟ้อนรำของไทยนี้มิได้มีความสวยงาม ประณีตแต่อย่างใด รวมถึงไม่มีศิลปะ ที่แสดงออกว่าเป็นชาติ ที่มีวัฒนธรรม จึงได้มอบให้ กรมศิลปากรเป็นผู้รับผิดชอบใน การปรับปรุงและพัฒนาการรำ (รำโทน) ขึ้นใหม่ให้มีระเบียบ แบบแผน มีความงดงามมากยิ่งขึ้น ทั้งทางด้านเนื้อร้อง ทำนองเพลง และนำท่ารำจากแม่บทกำหนดเป็นท่ารำเฉพาะแต่ละเพลง อย่างเป็นแบบแผน รำวงมาตรฐาน ประกอบด้วยเพลงทั้งหมด 10 เพลง กรมศิลปากรแต่งเนื้อร้องจำนวน 4 เพลงคือ 1.เพลงงามแสงเดือน (เพลงที่ 1) 2.เพลงชาวไทย (เพลงที่ 2) 3.เพลงรำมาซิมารำ (เพลงที่ 3) 4.เพลงคืนเดือนหงาย (เพลงที่ 4) ท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม แต่งเนื้อร้องเพิ่มอีก 6 เพลงคือ 1. เพลงดวงจันทร์วันเพ็ญ (เพลงที่ 5) 2.เพลงดอกไม้ของชาติ (เพลงที่ 6) 3. เพลงหญิงไทยใจงาม (เพลงที่ 7) 4. เพลงดวงจันทร์ขวัญฟ้า (เพลงที่ 8) 5.เพลงยอดชายใจหาญ (เพลงที่ 9) 6.เพลงบูชานักรบ (เพลงที่ 10) ส่วนทำนองเพล ทั้ง 10 เพลง กรมศิลปกรและกรมประชาสัมพันธ์เป็นผู้แต่ง เมื่อปรับปรุงแบบแผนการเล่นรำโทนให้มีมาตรฐานและมีความเหมาะสม จึงมีการเปลี่ยนชื่อจากรำโทนเป็น “รำวงมาตรฐาน” อันมีลักษณะการแสดงที่ เป็นการรำร่วมกันระหว่างชาย-หญิง เป็นคู่ๆ เคลื่อนย้ายเวียนเป็นวงกลม (ทวนเข็มนาฬิกา) มีเนื้อร้องที่แต่งทำนองขึ้นใหม่ มีการใช้ทั้งวงปี่พาทย์บรรเลงประกอบ และบางเพลงก็ใช้ วงดนตรีสากลบรรเลงประกอบ ซึ่งเนื้อร้องที่แต่งขึ้นใหม่ทั้ง 10 เพลง มีท่ารำที่กำหนดไว้ เป็นแบบแผน คือ เพลง ท่ารำชาย ท่ารำหญิง เพลงงามแสงเดือน ท่าสอดสร้อยมาลา ท่าสอดสร้อยมาลา เพลงชาวไทย ท่าชักแป้งผัดหน้า ท่าชักแป้งผัดหน้า เพลงรำมาซิมารำ ท่ารำส่าย ท่ารำส่าย เพลงคืนเดือนหงาย ท่าสอดสร้อยมาลาแปลง ท่าสอดสร้อยมาลาแปลง เพลงดวงจันทร์วันเพ็ญ ท่าแขกเต้าเข้ารังและท่าผาลาเพียงไหล่ ท่าแขกเต้าเข้ารังและท่าผาลาเพียงไหล่ เพลงดอกไม้ของชาติ ท่ารำยั่ว ท่ารำยั่ว เพลงหญิงไทยใจงาม ท่าพรหมสี่หน้าและท่ายูงฟ้อนหาง ท่าพรหมสี่หน้าและท่ายูงฟ้อนหาง เพลงดวงจันทร์ขวัญฟ้า ท่าช้างประสานงาชายท่าจันทร์ทรงกลด ท่าช้างประสานงาชายท่าจันทร์ทรงกลด เพลงยอดชายใจหาญ ท่าจ่อเพลิงกาล ท่าชะนีร่ายไม้ เพลงบูชานักรบ ท่าจันทร์ทรงกลด และท่าขอแก้ว ท่าขัดจางนางและท่าล่อแก้ว : ผู้คิดประดิษฐ์ท่ารำ เพลงรำวงมาตรฐานทั้ง 10 เพลงนั้นคือคณะอาจารย์ด้านนาฏศิลป์ของ กรมศิลปากรได้ช่วยกันคิดประดิษฐ์ท่ารำให้งดงามถูกต้องตามหลักนาฏศิลป์กำหนดให้เป็น แบบมาตรฐาน ผู้คิดประดิษฐ์ท่ารำของรำวงมาตรฐาน คือ 1. หม่อมต่วน (นางศุภลักษณ์ ภัทรนาวิก) 2. ครูมัลลี คงประภัศร์ 3. ครูลมุล ยมะคุปต์ 4. ครูผัน โมรา ต่อมาได้มีการนำรำวงนี้ไปสลับกับวงลีลาศ ทำให้ชาวต่างประเทศรู้จักรำวง เพื่อให้ประชาชนชาวไทย ได้เล่นกันแพร่หลาย และมีแบบแผนอันเดียวกัน กรมศิลปากรจึงเรียกว่า“รำวงมาตรฐาน” การแสดงรำวงมาตรฐาน มีผู้แสดงครั้งแรก ดังนี้ นายอาคม สายาคม นางสุวรรณี ชลานุเคราะห์ นายจำนง พรพิสุทธิ์ นางศิริวัฒน์ ดิษยนันทน์ นายธีรยุทธ ยวงศรี นางสาวสุนันทา บุณยเกตุ |
https://www.youtube.com/watch?v=KVxiEh1Wf3c รำแม่บทเล็ก
https://www.youtube.com/watch?v=p3fIrEEeAiU รำวงมาตรฐาน
https://www.youtube.com/watch?v=6EM35bB9htw สื่อการสอน รำวงมาตรฐาน
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
gotoknow.org
thaidance11.blogspot.com


